THE PEP TALK: ดร. เรือบิน ธรรม์ธีร์ สุกโชติรัตน์ – เมื่อหุ่นยนต์ปฏิวัติ นักบัญชีจะสูญพันธุ์หรือไม่?

iTAX เป็นส่วนผสมของ “วิชาการ” และ “เทคโนโลยี” บุคลากรในทีมเป็นพวกนักบัญชี นักกฏหมาย และพวก Developer
ในอนาคต มองหา SPECIALIST ทางด้านไหนเพิ่ม?
ธุรกิจในปัจจุบันนี้ สิ่งที่สำคัญที่สุดก็คือ คน การหาคนเป็นเรื่องยากมาก ธุรกิจจะชนะหรือไม่ขึ้นอยู่กับคน ปัจจุบันในวงการเทคโนโลยี มีคำหนึ่งที่ฮิตอยู่ คือ “Domain Expert” หมายถึงคนที่รู้ลึก รู้จริงในเรื่องนั้น สิ่งนี้แหละคือสิ่งที่สำคัญที่สุด เป็นสิ่งที่บริษัทจะต้องลงทุนในการเฟ้นหา Expert นี้มาให้ได้ อย่าง iTAX เองเรียกได้ว่าทุกฝ่ายเราเลือกคนที่เก่งจริงๆ เลยเท่านั้น เรื่องของภาษี การทำระบบ เรื่อง Security เรื่องการบริหารงานต่างๆ ที่ทำให้องค์กรเราทุกวันนี้ก้าวไปข้างหน้าได้เรื่อยๆ ครับ เพราะเราเอาแต่คนที่รู้ลึก รู้จริง และเป็นคนดี มีความซื้อสัตย์

เรากำลังเข้าสู่ยุค AI จากบทความวิเคราะห์ต่างๆ นักบัญชีนี่อยู่ต้นๆ ของลิสต์เลย (เป็นไปได้ถึง 94% ที่หุ่นยนต์จะแย่งงานไป) อีกไม่นานระบบอัตโนมัติจะเริ่มเข้าแทนที่คน
อีกหน่อยอาชีพนักบัญชีจะหายไปหรือมีน้อยลงไหม?
ผมขอพูดในแง่ภาพรวมก่อนนะครับ เทคโนโลยีมีอยู่ในโลกเรามานานละ แต่พอมันเริ่มนานเข้าสิ่งเหล่านั้นจะไม่เรียกว่าเทคโนโลยี เอาง่ายๆ เครื่องหั่นหมู เครื่องจักรเนี่ยสมัยก่อนเราก็เรียกมันว่าเทคโนโลยี แต่ปัจจุบันนี้ทุกโรงงานก็มี แล้วในตอนนั้นเครื่องหั่นหมูมาทดแทนใคร? ก็ทดแทนคนหั่นหมู สิ่งต่างๆ ก็โดนทดแทนมาเรื่อยๆ เป็นเรื่องปกติ เพียงแต่ว่าสมัยนี้ที่มาแรงคือ เทคโนโลยีในโลกมันขึ้นแบบ Expotential เทคโนโลยีมาไวและเร็วขึ้นเรื่อยๆ

“คนจะต้องทำการบ้าน เราจะต้องฝึกฝนตัวเองให้ตัวเราไปทำสิ่งที่มี Value และเครื่องจักรทำไม่ได้”

ถามว่าคนเราจะไม่มีงานทำไหม ถ้ามันถึงจุดที่เทคโนโลยีสูงสุด เป็นไปไม่ได้ครับ แต่คนจะต้องทำการบ้าน เราจะต้องฝึกฝนตัวเองให้ตัวเราไปทำสิ่งที่มี Value และเครื่องจักรทำไม่ได้ อย่างนักบัญชี AI อาจจะบอกได้ถึงความน่าจะเป็นในการตัดสินตัวบัญชีแบบนี้กับอีกแบบหนึ่ง มีข้อดีข้อเสียอย่างไร ถ้าเลือกแบบนี้มีโอกาสเกิดสิ่งนี้เป็นเปอร์เซ็นต์เท่าไหร่ แต่สุดท้ายแล้วคนที่ตัดสินใจได้ดีที่สุดคือมนุษย์ AI เลือกขึ้นมาเปรียบเทียบกับถึงของสองสิ่ง แต่มนุษย์เราเป็นคนฟันธง บางทีอาจเกิดจากประสบการณ์ บางเคสเกิดจากปัจจัยที่ไม่สามารถวัดหรือเก็บข้อมูลได้ ฉะนั้นเราอยู่เทคโนโลยี ทุกคนต้องทำการบ้าน สิ่งหนึ่งที่ยังเครื่องจักรก็ทำไม่ได้ คือ Human Touch, Feeling การบริการ การให้สิ่งที่อบอุ่น อย่างวันนี้ผมสัมภาษณ์ค่อนข้างสนุกสนาน ถ้าเป็นหุ่นยนต์มาสัมภาษณ์ผมก็คงไม่สนุก บางทีเราเจอกัน มีหน้าสี จับต้องกัน ไม่สามรถจะทดแทนกันได้

thuntee_sukchotrat_thepeptalk_2_20171114_skillsolved_headhunter

หั่นหมูมันไม่ต้องมี Feeling ถูกต้องไหมครับ?
แล้วคนกลุ่มนี้จะทำยังไงครับ?
ให้ย้ายไปหั่น Sushi แทน ไม่ได้ล้อเล่นนะครับ การหั่น Sushi นี่มีต้องรู้องศา อุณหภูมิ เจอปลาแบบนี้ต้องหั่นแบบนี้ คุณก็ต้องหาในสิ่งที่ตัวเรามีต้นทุนอยู่แล้วไปทำอะไรได้อีก

มองว่า AI เป็น OPPORTUNITY หรือ THREAT?
มองว่าเป็น Opportunity ครับ เราต้องมองในภาพรวมของโลก ทรัพยากรต่างๆ ที่โดยใช้ไป ถ้าเราไม่ได้ใช้มันให้มีประสิทธิภาพ ทรัพยากรมันก็หมดไปอย่างสิ้นเปลือง เราอาจจะใช้ AI ในด้านการผ่อนแรง ตัวอย่าง ใช้ AI หั่นที่รองแก้ว หั่นยังไงก็ได้ที่ทำให้มีสิ่งที่ทิ้งน้อยลง Optimise ที่สุด โลกก็ขาวสะอาดขึ้น แล้วคนก็ไปทำอย่างอื่นแทน เช่น คิดว่าที่รองแก้วนี้มีแบรนด์ SkillSolved อยู่ ใช้สีดำหรือสีน้ำตาลสีไหนจะให้ความรู้สึกดีกว่ากัน เวลาที่วางน้ำลงไปแล้วน้ำอร่อย ย้ายคนไปทำในสิ่งที่มีคุณค่ามากขึ้น ซึ่งตรงนี้แหละทำให้ HR ยิ่งสำคัญเข้าไปใหญ่ สมัยก่อนหางานไม่ได้ก็ไปหั่นหมูแล้วกัน แต่สมัยนี้มันต้องบรรจงในการคัดเลือก ในการเทรนและพัฒนาคน และในเรื่องการวัดผลของคน

ผมพร้อมนะครับถ้าวันนี้ AI ทำงานให้ผมหมดทุกอย่าง แล้วผมเอากำลัง 40 คนไปดูแลลูกค้าอย่างเดียว โทรหาแทคแคร์ลูกค้า สุดท้ายแล้วงานบริการที่เกิดจากการใส่ใจในลูกค้าจะมาเป็นอันดับ 1 ผมเดาเอาแบบเป็นเหตุเป็นผลนะครับ เพราะยังไงก็ไม่มีใครรู้อนาคต ยังไงซะเรื่องของการบริการ อะไรที่เกี่ยวกับ Influence, Emotional, Persuation ยังไงก็ต้องอาศัย Human Touch และต้องมี Human Skill นั่นคือ Skill ที่หายากและแพงที่สุด

ทักษะพิเศษอะไร
ที่นักบัญชีควรจะเสริมก่อนเข้าสู่ “ยุคปฏิวัติหุ่นยนต์”
ผมมองว่าต่อไปนักบัญชีจะขึ้นสู่อีกระดับหนึ่ง ไม่ใช่แค่ทำถูกต้อง ต้องเป็นคนที่ทำงานกับผู้บริหารใกล้ชิด เพราะนักบัญชีคือหัวใจของธุรกิจ CEO ต้องลดคนหรือเพิ่มคน ปัจจุบันยอดขายเป็นยังไงบ้างแล้ว ตรงจุดไหนที่เราต้องระวังเป็นพิเศษ นักบัญชีต้องเอาข้อมูลให้ CEO ตัดสินใจ ถ้าทำได้มากกว่านั้นคือไม่ใช่แค่ Report แต่แนะนำด้วยว่า ถ้าทำแบบนี้จะเกิดผลลัพธ์อะไรตามมา เกิดอิมแพ็คขนาดไหน นั่นเป็นสิ่งที่นักบัญชีจะต้องก้าวต่อไป

สุดท้ายงานบางอย่างก็หนี้ไม่พ้น ที่หุ่นยนต์จะเข้า Take Over Role นั้นไป ต้องโดนแย่งไปแน่ๆ คิดอย่างไรถ้าวันนึงประเทศมีการจัดเก็บภาษีหุ่นยนต์ ในเมื่อมีวี่แววว่าหุ่นยนต์จะแย่งงาน คนว่างงานย่อมสูญเสียรายได้
รัฐบาลจะเก็บภาษีจากใคร ถ้าไม่ใช่หุ่นยนต์?
ผมไม่ได้มองว่าคนจะไม่ได้งานทำ แต่สำหรับคนไม่สามารถปรับตัวได้ก็อาจจะตกงาน หรืออาจจะมีค่าแรงที่น้อย เรื่องของภาษีคงไม่ได้เก็บน้อยลงเพราะคนก็ยังมีงานทำในสิ่งที่ตัวเองทำได้ เศรษฐกิจจะก้าวเข้าสู่ความหลื่อมล้ำมากขึ้น คนที่เงินเดือนสูงจะสูงปรี๊ดไปเลย คนที่เงินเดือนน้อยก็จะอยู่ไปแบบนั้น ดังนั้นเราต้องคิดว่าทำยังไงให้เราก้าวไปสู่จุดเงินเดือนสูงได้ ซึ่งผมเชื่อว่าทุกคนทำได้ ขอแค่ขยัน พยายามและซื่อสัตย์ ผมเลยว่าไม่น่าจะต้องเก็บภาษี AI นะ เมื่อก่อนเรายังไม่เก็บภาษีเครื่องหั่นหมูเลย

แรงบันดาลใจในการหยิบเรื่อง “วิชาการ” และ “เทคโนโลยี” มายำกัน
ก่อนหน้านี้ผมทำงานอยู่ในด้าน Technology Industry มาตลอด เรื่องของเทคโนโลยีเกี่ยวข้องกับทุกอย่าง จะทำด้านการเกษตร การท่องเที่ยว งานบริการก็ได้ ตอนนั้นเรามองว่าจะทำเทคโนโลยีด้านไหนดี แล้วเราก็มาเจอว่าเรื่องของภาษีเป็นเรื่องที่คนทุกคนต้องเจอ ไม่ทางตรงก็ทางข้าม เพราะเราทำงานเองก็ต้องเสียภาษีเอง หรือถ้าใครมีคนดูแลก็ต้องเสียภาษีทางอ้อมอยู่ดี คนที่ดูแลเรานั่นแหละไปเสียภาษี ดังนั้นเป็นเรื่องที่คนเราหนีไม่พ้น และมันดันเป็นเรื่องที่ทุกคนไม่ชอบด้วย ที่สำคัญคือเป็นสิ่งที่เป็นประโยชน์ต่อประเทศชาติ

iTAX ทำหน้าที่อยู่ 2 อย่าง หนึ่ง คือการทำให้คนเสียภาษีอย่างถูกต้อง ตามหลักสถิติที่เรามี ถ้าวางแผนภาษีดีๆ จะสามารถประหยัดภาษีไปได้เป็นจำนวน 5-10% ของรายได้ทั้งปี เฉลี่ยนะครับ แล้วลองคิดดูครับว่าเรามีกิจกรรมอะไร หรือการลงทุนอะไรที่ทำให้เงินงอกในกระเป๋า 5-10% บ้าง ของรายได้ทั้งปีนะครับ ไม่ได้ใช่เงินที่เราเก็บหอมรอมริบไว้แล้วนำมาลงทุน ยกตัวอย่างครับ สมมุติคนหนึ่งมีเงินเดือน 100 บาท (100 หน่วย) เราอาจจะมีเงินเก็บสัก 10% นอกจากนั้น 90% ก็เอาไว้ใช้จ่าย ใน 10% เอาไปลงทุน ค่าเฉลี่ยในการลงทุนอาจจะเอาไปลงกองทุน เล่นหุ้น อะไรก็แล้วแต่ สมมุติได้กำไรมา 10% นะครับ 10% ของ 10% ก็คือเราได้เงิน 1% ของรายได้ทั้งปี จากที่คุณประหยัดภาษี ถ้าวางแผนภาษีดีๆ ความเสี่ยงนั้นถือว่าเป็นความเสี่ยงที่ต่ำ

อย่างที่สอง คือเราทำให้คนได้เงินคืนภาษีสูงที่สุด เวลาที่รัฐบาลประกาศออกมา ไม่ว่าจะเป็นการลดหย่อนภาษีของบุคคลธรรมทั่วไป หรือบริษัทนิติบุคคล เขาออกกฏหมายเป็นเพราะเขาอยากให้ประชาชนทำกิจกรรมที่เป็นประโยชน์ต่อตัวเอง หรือต่อประเทศชาติ เช่นว่าเราซื้อ LTF คือการที่เราลงทุนระยะยาว RMF คือการลงทุนเมื่อเราไม่ทำงานแล้ว หลังเกษียรอยู่ได้โดยไม่เป็นภาระของสังคม หรือการลดหย่อนช้อปช่วยชาติ เพราะต้องการให้เงินหมุนไปยังอุตสาหกรรมต่างๆ พอคุณใช้สิทธิถูกต้อง ถึงแม้ว่าคุณเสียภาษีน้อยลง แต่เม็ดเงินมันอยู่บนดิน เศรษฐกิจหมุนเวียน ซึ่งเป็นปริมาณที่รัฐบาลคิดมาแล้วล่ะว่าเหมาะสม เหล่านี้ก็มาที่มาของ iTAX เรามองว่ามันเป็นแต่บวกกับบวก ทำให้คนจ่ายภาษีน้อยลง ในขณะที่รัฐบาลก็ทำให้คนขึ้นมาเสียภาษีอย่างถูกต้องกันมากขึ้น ไม่ได้หลบเลี่ยง

Cartoon_thepeptalk_20171114_skillsolved_headhunter

ITAX มีคนใช้อยู่กี่คน แล้วฟีเจอร์ไหนที่คนค่อยข้างชอบเป็นพิเศษ?
ตอนนี้มี Active อยู่ประมาณสามถึงสี่แสนครับ แต่ผมคาดว่าปลายปีนี้จนถึงต้นปีหน้าน่าจะเตะล้านครับ ฤดูภาษีอยู่ช่วงธันวาคมที่คนจะวางแผน และช่วงที่คนยื่นภาษีก็คือช่วงมีนาคม

ส่วนที่คนชอบ ผมคิดว่ามันสะดวกต่อชีวิต พอคนมาวางแผนปุ๊บ เมื่อถึงเวลายื่นมันก็คือจากแผนที่เขาวาง มาจากข้อมูลที่เขาใส่ ไม่ต้องมานั่งใส่อีกรอบ นอกจากช่วยวางแผนให้คนเสียภาษีน้อยที่สุดแล้ว เราก็ช่วยคนในการยื่นด้วย สามารถปริ้นแบบฟอร์มาแล้วส่งสรรพากรได้เลย คนสองคนบางครั้งเงินเดือนเท่ากัน ทำงานที่เดียวกัน อายุเท่ากันทุกอย่าง เรียกว่า Profile เหมือนกัน เชื่อไหมครับว่า ถ้ายื่นกันคนละแบบ ถูกกฏหมายทั้งคู่ แต่มีสิทธิ์ได้เงินคืนไม่เท่ากัน เมื่อคำนวณออกมาแล้วได้สิทธิประโยชน์แตกต่างกัน

รวมไปถึงเรื่องของปัจจัยในการลดหย่อนภาษีจะมีพวกผลิตภัณฑ์ลดหย่อนภาษี LTF, RFM, ประกันชีวิต แล้วล่าสุดปีนี้ประกันสุขภาพกำลังมาแรง ตรงนี้เรารวบรวมให้หมดเลย ผู้ใช้สามารถใส่ความต้องการไป มี Profile เป็นยังไง มีความต้องการยังไง เราจะเลือกแบบประกันที่เหมาะสมที่คุ้มค่ากับ 1 บาทที่คนๆ นั้นจ่ายไป แล้วได้สิทธิ์ประโยชน์สูงสุดให้

ITAX ต่างกับเจ้าอื่นอย่างไร?
iTAX ใช้ฟรีหมดเลยนะครับทุกฟังก์ชั่น แหล่งรายได้ของเรามาจากคนซื้อสินค้าประหยัดภาษีผ่านเรา แต่เราคิดว่าเราลำเอียงรึเปล่า ไม่ใช่นะครับ เราเปรียบเทียบทุกเจ้า ตอนนี้เรามีแบรนด์ชั้นนำครบแล้ว ราคาที่ซื้อตรงกับเรา กับซื้อกับเจ้าอื่นก็เท่ากัน สิ่งที่เราได้คือในการแนะนำ (Referral Fee) ซึ่งตรงจุดนั้นเราไม่ได้เก็บกับผู้ซื้อ เราเก็บกับผู้ขาย

iTAX มีครบวงจรเลยเกี่ยวกับการความรู้ด้านภาษี ถ้าเสิร์จเรื่องภาษีไปปุ๊บจะเจอเรา เป็นอันดับแรกๆ ให้ความรู้ด้านภาษีเนื่องจากมันเป็นกฏหมาย บางครั้งการอ่านภาษากฏหมายตรงๆ มันยาก เราก็นำมาแปลให้เป็นภาษาที่เข้าใจง่ายขึ้น สิ่งที่เราเอามาใส่ใน iTAX เป็น Fact ไม่ใช่ความเห็น บางครั้งเราเห็นบทความเรื่องภาษีที่เป็นบทวิเคราะห์ และยังไม่ได้คอนเฟิร์ม แต่ของ iTAX เราอยากทำเป็นคล้ายๆ สารานุกรม ดังนั้นทุกอย่างถูกต้องและได้รับการยืนยันโดยนักกฏหมายภาษีแล้วทั้งหมด ตอนนี้ทุกคนที่ได้รับคำแนะนำจาก iTAX เชื่อมันเราอยู่แล้ว เพราะเราก็มีผู้เชี่ยวชาญด้านภาษี มีชื่อเสียงที่ดีมาตลอด ถ้าใครไม่ใช้เราก็น้อยใจนิดหน่อยครับ แต่ก็ไม่เป็นไร แต่ถ้าใช้เราก็เป็นความกรุณา ที่ทำให้เราได้มีทุนในการพัฒนามาช่วยลูกค้าทุกปีเรื่อยๆ

อย่างตัว ช้อปช่วยชาติ ที่เพิ่งออกมาใหม่ ทาง iTAX
ใช้ระยะเวลานานแค่ไหนในการพัฒนาระบบ?
ทันทีที่กฏหมายใหม่ออกมาแล้วได้รับการยืนยันแล้ว ใช้เวลาไม่เกิน 7 วัน ครับ

คนรุ่นใหม่ทำธุรกิจออนไลน์ไปด้วย ไม่ได้ทำแต่งานประจำเพียงอย่างเดียว คนที่อยู่ในกลุ่มอาชีพทั้งพนักงานออฟฟิศ และอิสระแบบนี้
มีวิธีการคิดภาษีอย่างไร?
เงินได้ของประเทศไทยแบ่งออกมาเป็น 8 ประเภท ที่เรียกว่า 40(1) ถึง 40(8) แค่ฟังนี่ก็ปวดหัวแล้วใช่ไหมครับ คนสมัยนี้เท่าที่ผมเจอ 90% มีเงินได้มากกว่าหนึ่งทาง ช่วงวันหยุดไปทำ Freelance บางคนลงทุนในคอนโดได้เงินจากค่าเช่า บางคนมีงานเขียนเป็น Blogger ได้เงินจากค่าลิขสิทธิ์ มีเล่นหุ่นอีก ขายของออนไลน์ ตกเย็นหลังเลิกงานมาแพ็คของส่ง

ผมเคยไปพูดอยู่เวทีนึงครับ ลงจากเวทีมามีคนมาปรึกษาเรื่อง RFM ผมเลยมีโอกาสถามว่าได้ใช้ iTAX บ้างไหม เขาตอบว่าไม่ครับ ชีวิตเขาไม่เกี่ยวข้องกับภาษีเท่าไหร่ ผมสงสัยมากแล้วพี่คนนี้มีชีวิตอยู่อย่างไร คำตอบที่ได้คือ “พี่ขายของออนไลน์” อู้หู้ครับ … ขายของออนไลน์ยิ่งต้องยาก เพราะปกติเราเป็นพนักงาน ทาง HR ก็คำนวณมาให้แล้ว แต่เวลาเราขายของหรือได้รายได้ทางอื่นที่ไม่ได้มีใครหัก ณ ที่จ่ายเราไว้อ่ะ จริงๆ แล้วเราต้องมีหน้าที่นำส่งทีหลังนะครับ เช่น เราได้ 100 บาท โดนหักตาม Profile ไป 10 บาท ถ้าคุณไม่เก็บ 10 บาท เอาไว้แล้วเอาไปใช้หมด ลำบากนะครับ เดือนร้อน อีกข้อหนึ่งเหมือนกันที่ iTAX เป็นที่นิยมจากคนที่มีรายได้จากทางอื่นด้วย เพราะเขาสามารถคำนวณได้ว่าทุกกลางปี ทุกสิ้นปี เขาต้องเก็บเงินอย่างไรเพื่อไปเสียภาษีทีหลัง ไม่ต้องกังวลว่าสัมพากรจะมาเรียกเก็บทีหลัง

ย้ายมาในฝั่งบริษัทบ้าง iTAX Pro
ช่วยลดทอนภาระ HR ได้อย่างไรบ้าง?
หลายๆ คนรู้จักตัว iTAX ที่ให้ประชาชนใช้ฟรี แต่เรามี iTAX for Enterprise ด้วย คล้ายกับบุคคลธรรมดาต่างที่ตัวนี้เหมาะกับองค์กร คือการช่วยทำภาษีให้กับพนักงาน เราแบ่งเป็น 2 ส่วนนะครับ สำหรับนิติบุคคลด้วย โดยการที่เราพาร์ทเนอร์กับบริษัททำเรื่องของบัญชี เพราะบัญชีมาก่อนภาษี เราทำให้การลดหย่อนภาษีขององค์กรสูงที่สุดและแน่นอนต้องถูกต้อง

ส่วนตัวที่เกี่ยวข้องกับ HR คือ Payroll ตรงนี้เข้ามาช่วยฝ่าย HR คำนวนภาษีพนักงาน เพราะปัญหาที่เกิดขึ้น มาจากเรื่องของการวางแผนภาษีไม่ได้นิ่ง ระหว่างปีมีกฏหมายใหม่เกิดขึ้น อย่างล่าสุดตัวช้อปช่วยชาติเพิ่งออกมาเลย พอพนักงานใช้สิทธิ แล้วเขาต้องการอัพเดท ส่งข้อมูลให้ HR เพื่อต้องการให้เปลี่ยนแปลงอัตราการหัก ณ ที่จ่าย HR ก็วุ่นสิ ถ้าเกิดบริษัทนึงมีร้อยคน ร้อยคนเปลี่ยนใหม่ทุกเดือนก็น่าจะเหนื่อยอยู่นะครับ ตัว iTAX for Enterprise สร้างขึ้นมาเพื่อแก้ไขจุดนี้

ปลายปีคนที่ได้เงินคืนภาษีก็คือคนที่จ่ายไปก่อนล่วงหน้าเป็นปี แทนที่จะเอาเงินตรงนั้นเนี่ยไปใช้ในการลงทุน ทำสิ่งที่ก่อให้กิดรายได้ แบบนี้เป็นต้น คงไม่มีใครที่อยากโดนหักภาษีเยอะไปก่อนเป็นปีๆ ถ้าบริษัทวางแผนดีพนักงานก็แฮปปี้ เราคำนวณให้ว่าควรหักเท่าไหร่ถึงจะพอดี ไม่เยอะเกินไป ส่วนทางฝั่ง HR ก็ช่วยเรื่องการคำนวณต่างๆ บางทีมันมีเงินได้หลายประเภท เช่น เงินที่เกิดจากเงินเดือน โบนัส ค่าล่วงเวลา การออกเงินไปก่อนแล้วมาเบิกคืน (Reembursement) พวกนี้มีการคิดคำนวณที่ต่างกัน Reembursement ไม่ได้โดนหักภาษีแต่มันก็อยู่ใน Payroll ที่ HR ต้องทำในรายเดือน ส่วนนี้ iTAX for Enterprise ทำให้หมด โดยที่พนักงานทุกคนจะมี iTAX อยู่ในมือถือตัวเอง เวลาเขามีการอัพเดทอะไรเกี่ยวกับเรื่องภาษีมันจะยิงตรงเข้าหา HR ทันที HR ทำแค่ตรวจว่าหลักฐานถูกต้องไหม ถ้าถูกต้องทุกอย่างก็เปลี่ยนแปลงการหักภาษี ณ ที่จ่าย ของพนักงานได้เลย

Facebook Comments

  • Share this post

Related Posts