THE PEP TALK: ความสำเร็จคือการเดินทาง MAKE A DIFFERENCE และมี GOAL กับ ภาวิน ศรีอัศวกุล (CEO GUARDIAN VIETNAM)

ให้คุณปอนด์ช่วยแนะนำตัว
ชื่อปอนด์ครับ เป็น CEO ของบริษัท Guardian ที่อยู่ใน เวียดนาม Guardian มีทั้งหมด 12 ประเทศ (อยู่ในเครือ Dairy Farm) Dairy Farm มีธุรกิจหลายอย่างแต่เน้นไปทางด้าน Retail ในฮ่องกง ส่วนตัวผมเองจะอยู่ในด้าน Health and Beauty ผมเองจอยบริษัทนี้มา 11 ปี แล้วครับ (Dairy Farm อยู่ในเครือของ Jardine Matheson Group ซึ่งเป็น Trading ใหญ่ที่อยู่ในฮ่องกง)
ก่อนหน้านี้ผมทำธุรกิจมาค่อนข้างหลาย Industry จริงๆ แล้วส่วนตัวเคยทำงานที่แรกที่ Wachovia Bank (Philadelphia) ในสหรัฐอเมริกา ทำอยู่ประมาน 3 ปี พอทำเสร็จไปเรียนต่อปริญญาโท จบที่ L.S.E ประเทศอังกฤษ เรียนจบกลับมาประเทศไทย แล้วมาทำกับ Jardine ได้เป็นผู้ช่วย Country Chairman ของ Jardine ที่เมืองไทย คือท่าน ดร. พิสิฐ ลี้อาธรรม ซึ่งท่านเองก็เคยเป็นรัฐมนตรีว่าการกระทรวงการคลัง ทำอยู่กับท่านได้ประมาน 3 ปีครึ่ง ผมก็ย้ายไปที่ฮ่องกง ไปอยู่กับ Jardine Matheson ฮ่องกงครับ

ทำ Strategy Department เกี่ยวกับ M&A อยู่ที่นั่น 2 ปี ที่ฮ่องกง แล้วก็โดนย้ายไปเป็น General Manager ของบริษัท Zung Fu Motors ในมาเก๊า บริษัทนี้เป็น Exclusive Dealer ของ Mercedes-Benz (อันดับ 2 ของโลกที่ทำเกี่ยวกับ Mercedes-Benz) ผมดูแลตลาดที่มาเก๊าเป็นหลัก อยู่ที่นั่นได้ประมาน 4 ปี ดูแลการขาย การซ่อม Benz ในมาเก๊าทั้งหมด ล่าสุดย้ายมาที่เวียดนามครับ ตอนนี้ก็เกือบ 2 ปีแล้ว

อะไรเป็นแรงบันดาลใจในการทำงานของคุณ?
ผมชอบการสร้างธุรกิจและทำให้เติบโต ส่วนใหญ่จุดมุ่งหมายของบริษัทเวลาจะส่งผมไปที่ไหนก็แล้วแต่ เขาาจะบอกว่า “คุณจะต้องมี Target For Double Digit นะ” หรือไม่ก็เพื่อ Turn Around ธุรกิจจากที่มัน Loss Making กลับให้ทำกำไร เพราะฉะนั้นเวลาผมไป ผมจะต้อง Make A Difference มี Goal เลยว่าถ้าเราไปตรงนี้เราจะต้องทำอันนี้ให้ได้ ส่วนแรงบันดาลใจของผม คือการ Make A Difference Organization เป็นสิ่งที่ขับเคลื่อนตัวผม

ถ้ามองย้อนกลับไปตอนเริ่มทำงาน มีอะไรอยากแนะนำตัวเองตอนนั้นไหม
จะทำอะไรแตกต่างหรือไม่ ถ้าเรากลับไปเป็นเด็กในสมัยนั้นได้?
คงไม่ทำอะไรแตกต่างไปจากเดิม แต่สิ่งหนึ่งที่อยากจะทำมากขึ้น คือเรียนภาษาจีน เพราะผมคิดว่าโลกสมัยใหม่แค่ภาษาอังกฤษมันไม่พอแล้ว อย่างที่ 2 คือเลือกที่จะ Specialize ด้านเทคโนโลยีมากขึ้น แต่ถ้าถามตัวเองว่า เริ่มต้นเรียน Finance เรียนทางด้าน Economics มา จะเปลี่ยนไปเรียน Engineering ไหม ก็คงจะไม่ครับ เพราะคิดว่า Finance เป็น Foundation ที่ดีสำหรับตัวเอง ถ้าเกิดไม่มีพื้นฐานตรงนี้ก็คงไม่ได้เดินมาเร็วขนาดทุกวันนี้ แต่ถ้าหากให้เลือกกลับไปได้ เรียนภาษาจีน และมีความรู้ทางด้าน Technology ไม่ว่าจะเป็น Digital หรือ Programming คิดว่าน่าจะเป็นอะไรที่ดีสำหรับตัวเองและคนอื่นๆ ในอนาคตด้วย

guardian-ppawin-thepeptalk-3-skillsolved-headhunter-thailand

ภาษาจีนในยุคนี้ สำหรับคนที่เป็น Working Professional ทุกคนจำเป็นต้องมีเลยไหม?
ผมคิดว่าภาษาอังกฤษมันเป็น Default ไปแล้ว ภายใน 5 ปีข้างหน้าผมคิดว่าภาษาจีนก็คงเป็น Default เช่นกัน ถ้าจะให้ตัวเองแข่งขันกับโลกภายนอกได้ก็ควรจะพูดได้อย่างน้อย 3 ภาษา

แล้วถ้าทำงานในเมืองไทยล่ะ?
โลกสมัยใหม่ Globe Life บริษัทใหญ่ๆ เข้ามาเปิดตัวในเมืองไทยมากขึ้น เราสื่อสารเป็นภาษาอังกฤษอยู่แล้ว แต่ว่าคนยังไม่รู้ว่าพยามังกรจีน อีก 10 ปี ข้างหน้าเขาจะยิ่งใหญ่ขนาดไหน พลังของอเมริกาจะตกลงหรือเปล่า ภาษาอังกฤษสำคัญ แต่ภาษาจีนก็เป็นอะไรที่สำคัญมากขึ้นในอนาคต ตอนเด็กผมสนใจเรียนภาษาญี่ปุ่น ตอนนี้ตัวแองไม่ค่อยได้ใช้นอกจากไปเที่ยวญี่ปุ่น แต่ถ้าตอนนั้นผมเรียนภาษาจีน ผมคิดว่าน่าจะมี Opportunity อีกเยอะที่สำหรับบริษัทในจีน

ถ้าเกิดมี Technology ที่สามารถแปลภาษาได้ พูดไปแปลภาษาเลยทันที
เรายังจำเป็นที่ต้องรู้ภาษาไหม?
Technology ช่วยเราได้ในระดับหนึ่ง สมมุติเราขับรถไปใช้ GPS ตลอดเวลา เสร็จแล้วขึ้นเขา GPS สัญญาณหายไปแล้วคุณจะทำยังไงต่อ ถ้าสมสุติคุณไม่มี Skill นั้นอยู่? พึ่งเทคโนโลยีมากไปแล้ววันหนึ่งมันก็ใช้ไม่ได้ 24 ชม. เพราะฉะนั้นตัวคุณเอง Equip ตัวเอง โดยการที่รู้จักภาษามีทักษะให้มากขึ้นจะเป็นสิ่งที่ดี คือไม่อยากให้ Rely On Technology เกินไป อยากจะให้มองว่า Technology เป็น Tools เพื่อที่จะมาช่วยมากกว่า

การเป็น CEO มันอยู่ในสายเลือด หรือฝึกกันได้?
ผมคิดว่าทั้ง 2 ครับ เพราะว่าทางคุณปู่ผมเองก็เป็นเถ้าแก่ ทำธุรกิจวิ่งรถขนส่งด้าน Logistic ทางคุณพ่อเองก็เป็นบริษัท Publicly Realistic อยู่ในตลาดหลักทรัพย์ใน M.A.I ผมเองซึมทราบมาจากทั้งคุณปู่และคุณพ่อ แต่ถามว่าเรียนรู้กันได้ไหมก็เรียนรู้ได้ แต่จริงๆ แล้วมันเริ่มจากว่าคุณมี Determination หรือมี Goal มากน้อยแค่ไหนที่อยากจะเป็น CEO เพราะถ้าอยากเป็นเราจะพยายามที่จะเรียนรู้ พยายามที่จะ Network พยายามที่จะ Perform ให้เข้าตาคณะกรรมการ

แล้วคุณรู้เลยหรือเปล่าว่าวันหนึ่งจะต้องได้เป็น CEO?
ตอนเด็กๆ เราก็อยากเป็นอย่างอื่น อยากเป็นนักการเมือง อยากเป็นทูตอะไรแบบนี้ แต่พอไปเรียนในระดับมหาวิทยาลัย แล้วรู้ว่าต้องมานั่งอ่านตำราอ่านหนังสือวันละประมาน 40 เล่ม เขียน Paper ก็รู้เลยว่ามันไม่ใช่ คือพอถึงตอนนั้นก็เบนมาทางด้านเศรษฐศาสตร์ การเงิน แต่พอเริ่มทำงานเราก็เริ่มรู้ว่าตัวเองเหมาะกับการทำธุรกิจแบบ Corporate มากกว่า ถามว่ารู้ไหมว่าซักวันต้องเป็น CEO เราก็คงไม่รู้หรอก แต่ก็หวังลึกๆ ว่าซักวันจะได้เป็น

guardian-ppawin-thepeptalk-1-300x300

แชร์บทเรียนที่ได้เรียนรู้จากการเป็น CEO ที่เวียดนาม
ได้เป็น CEO ที่เวียดนามเป็นครั้งที่ 2 ครั้งแรกคือตอนอยู่มาเก๊า ผมเรียนรู้โดยตรงเลยว่า Past success มันไม่ได้ Determine Future Success วิธีบริหารที่มาเก๊าใช้ไม่ได้กับที่เวียดนาม Culture คนไม่เหมือนกัน คนเวียดนามกับคนจีนมาเก๊า Style การทำงานก็ไม่เหมือนกัน ที่สำคัญที่สุดคือว่า ลูกค้าของเราแต่ละประเทศก็ไม่เหมือนกัน

เพราะงั้นเวลาเรามี Strategy อะไรก็แล้วแต่ ถ้าคุณคิดว่าทำที่เมืองไทย ทำที่จีน ทำที่ฮ่องกงได้ พอมาอีกประเทศหนึ่งเราเอา Strategy แบบเดิมมาใช้ในประเทศใหม่แล้วหวังว่ามันจะ Work นี่มันคือ Biggest Failure เพราะฉะนั้น ผมคิดว่าบทเรียนที่ผมเรียนรู้มาตลอด 2 ปี คือว่าเวลาไปประเทศไหน ถึงแม้ว่าเรามีประสบการณ์ อะไรดีๆ มากมาย เวลาย้ายไปประเทศใหม่เราต้องเริ่มทำใหม่หมดเลย ต้องทำความเข้าใจกับ Culture ทำความเข้าใจกับประเทศ ทำความเข้าใจกับกลุ่มลูกค้า

ต้องเริ่มใหม่บ่อยๆ แบบนี้มันสนุกหรอครับ?
มันเหนื่อยครับพูดตรงๆ แต่ในความเหนื่อยก็มีความสนุกตรงอยู่ มีอะไรให้เราท้าทายตัวเองตลอดเวลา อย่างที่เคยบอกไปทาง Shareholder หรือเจ้าของกลุ่ม Jardine จะมี Objective ขึ้นมาว่าเวลาไปประเทศไหน เราต้องทำอันนี้ให้ได้ พอผม Reach Objective ได้ ผมก็จะย้ายไปอีกประเทศ ก็เป็นความสนุกของผม ว่าทุกๆ ครั้งที่ผมไปเนี่ย ผมจะสามารถทำตามเป้าหมายตรงนั้นได้ อันนี้เป็นความสนุกของมัน

ประสบความสำเร็จตั้งแต่ยังเป็นหนุ่มต้องเสียสละอะไรไปบ้าง?
ตอนเด็กๆ ก็ต้องเสียสละเยอะ เพราะว่าต้องเรียนทำคะแนนให้ดีๆ พอเริ่มทำงานตอนหนุ่มๆ ก็ทำงานดึกกลับบ้านดึกและพยายามทำผลงานให้ออกมาดี เพื่อจะได้เริ่ม Build Profile เริ่มสร้าง Performance ของตัวเอง พอมาถึงจุดนี้สิ่งที่ต้องเสียสละก็คือความสุขส่วนตัวเล็กๆน้อยๆ เสาร์-อาทิตย์ต้องมีเข้าไปทำงานบ้าง ตอบ E-mail ตอนดึกบ้าง ต้อง On Standby ตลอดเวลา ความที่ว่าเวลาเรายิ่งสูงแค่ไหน Responsibility มันก็จะมากขึ้น เราบอกไม่ได้ว่าวันเสาร์เราไม่รับ E-mail นะ เรื่องแบบนี้มันไม่มีแล้ว ส่วนตัวการที่ต้องไปอยู่เมืองนอก คืออาจจะไม่ได้เจอเพื่อน พ่อแม่ ญาติพี่น้องที่เรารัก อาจจะไม่ได้เจอบ่อย ปีนึงได้เจอแค่ 4-5 ครั้ง ถ้าอยู่เมืองไทยจะเจอเมื่อไหร่ก็ได้ อันนี้ก็เป็นสิ่งหนึ่งที่เราต้องเสียสละ ถ้าเราคิดว่าอยากจะไปเติบโตที่เมืองนอก

guardian-ppawin-thepeptalk-5-768x512

คุณปอนด์มีเหตุผลพิเศษไหม ว่าทำไมเราต้องไปศึกษาต่อเมืองนอก?
ผมเองชอบความท้าทาย ชอบที่จะสร้าง ชอบที่จะ Growth Business ผมมองตลาดเมืองไทย ตอนนี้มันก็ค่อนข้างที่จะ Mature หลายๆ ธุรกิจเองโดนควบคุมโดยกลุ่มใหญ่ๆ ไม่ก็ Corporate ใหญ่ๆ โอกาสที่จะทำให้ New Player เติบโตค่อนข้างยาก ถ้าผมไปตลาดที่ยัง Emerging อยู่มันก็จะมีหลายสิ่งหลายอย่างที่เรายังสามารถทำได้ ส่วนตัวเองก็คิดว่าอาจจะเป็นเพราะความที่เราชอบให้มีการเปลี่ยนแปลงอยู่ตลอดเวลา ทุกๆ 4 ปีอะไรแบบนี้ แต่ผมคิดว่าซักวันหนึ่งตัวเองก็คงต้องกลับบ้านแหละ แต่ตอนนี้ผมอายุแค่ 37 ยังสามารถเก็บเกี่ยวประสบการณ์นอกประเทศได้อีกซักพัก

คิดว่าทำไมคนไทยถึงไม่ไปหาประสบการณ์ในต่างประเทศเท่าที่ควร?

ขึ้นอยู่กับความต้องการของแต่ละคนครับ ผมคิดว่าประเด็นหลักๆ เกี่ยวกับครอบครัว ถ้าสมมุติไปแล้วครอบครัวจะย้ายตามไปด้วยไหม หรือว่าพอย้ายไปแล้วจะกลับมาเมืองไทยได้มากน้อยแค่ไหน บางคนอาจไม่ไปเพราะมีความกลัวอะไรอยู่ กลัวว่าจะทำงานกับคนต่างชาติได้หรือเปล่า จะ Make Friends จะอยู่ใน Environment ใหม่ได้ไหม ผมคิดว่าตัว Adaptability เป็นสิ่งสำคัญ You know the world doesn’t revolve around you right? คุณต้องเปลี่ยนแปลงตัวเองให้เข้ากับโลก ให้เข้ากับสภาพแวดล้อม ส่วนตัวผมเปลี่ยนประเทศมา 7 ประเทศแล้ว การเปลี่ยนแปลงมันเป็นอะไรที่อยู่ในสายเลือดผม เวลาโดนย้ายไปผมก็ค่อนข้างที่จะปรับตัวเองได้เร็ว ตอนนี้ภรรยากับลูกก็ย้ายมาอยู่ด้วยกัน ก็ไม่มีอะไรต้องกังวลว่าว่าเราจะต้องรีบกลับไปประเทศไทย เพราะครอบครับก็ย้ายมาอยู่กับเราแล้ว

คนอื่นอาจจะคิดว่าไม่อยากอยู่ไกลคนรัก หรือเวลาไปทำงานกับต่างชาติแล้วคิดว่าสู้กับเขาไม่ได้ แต่ผมว่าไม่จริงนะ เพราะตอนที่ทำงานอยู่อเมริกา มีคนไทยส่วนหนึ่งที่ทำงานในต่างประเทศเหมือนกัน ตอนผมอยู่มาเก๊า ฮ่องกง ก็มีคนไทยกลุ่มหนึ่งเหมือนกันที่ทำงาน ไม่ว่าจะ Banking, Legal, Architecture หรือ ตอนที่อยู่เวียดนามเอง ก็มีกลุ่มคนไทยหลายคนที่คล้ายผม หาความท้าทายในชีวิต ทำงานอยู่ต่างประเทศ

ถ้าถามว่าทำไมคนไทยส่วนใหญ่ไม่ไป อันนี้ก็ต้องถามตัวเขาว่าชอบความท้าทายขนาดไหน ซึ่งจริงๆ ผมคิดว่าคนไทยมีศักยภาพเพียงพอ ภาษาก็ได้ คนไทยเรียนจบเมืองนอกก็เยอะ มี Technical Skills สูงๆ เยอะเพียงแต่ว่าความพยายามในการผลักตัวเองออกไปนอกประเทศมันมีพอหรือเปล่า เพราะความต้องการแต่ละคนไม่เหมือนกัน

การที่ Talent คนไทยไม่เคยมีประสบการณ์ หรือไปเรียนรู้จากต่างประเทศเลย
ทำให้ประเทศเราเสียเปรียบไหม?
จะว่าไปแล้วมันแล้วแต่คนจะมอง อย่างคนที่ไม่ออกนอกประเทศ อย่างน้อยคนไทยอยู่ในประเทศมาช่วยกันพัฒนาประเทศ ไม่เอาคนเก่งๆ ไปอยู่เมืองนอก ไปช่วยทำให้เมืองนอกพัฒนา อย่างนี้เราก็มองได้ว่ามันไม่ได้เสียเปรียบอะไร ผมก็เห็นว่าคนไทยหลายคนกลับมาช่วยกันพัฒนา ทำงาน แบงค์ชาติมาทำงานในองค์กรใหญ่ๆ CP, SCG ผมคิดว่ามันก็เป็นเรื่องที่ดี แต่อย่างตัวผมเอง ถ้าเกิดไปอยู่เมืองนอกนานๆ แล้วไม่กลับมาเมืองไทยเลย คนก็อาจจะมองว่าทำไมไม่เอาความรู้ที่ได้มาพัฒนาประเทศบ้าง เค้าก็อาจจะพูดแบบนี้ได้เหมือนกันว่า เนี่ย คุณไม่เอาสิ่งดีๆ กลับมาช่วยพัฒนาประเทศ

การเป็น CEO มีเรื่องให้ตัดสินใจเยอะ เวลาที่คุณปอนด์ลังเล มีวิธีจัดการอย่างไร?
ผมคิดว่าการมี Systematic Process ในการตัดสินใจช่วยได้มาก ไม่ว่าจะการทำ Decision Tree หรือการใช้ตัว Data มา Support การตัดสินใจของเรา อันนี้ค่อนข้างที่จะสำคัญ ส่วนตัวไม่เคยทำงานเป็น One Man Show ผมมีทีม ก็จะเรียกลูกทีมเข้ามาคุยกันเยอะๆ ว่าก่อนเราจะตัดสินใจอะไรออกไป ต้องฟังทุกๆ ฝ่ายก่อน พอฟังแล้วเราก็จะเอา Data มาถกกันว่าเราจะไปซ้ายดีขวาดี เดินต่อหรือถอยหลัง นอกจากใช้ Data เข้ามา Support ถ้าอะไรที่มันเกี่ยวกับ Consumer เราก็จะใช้การทำ Focus Group การทำ Consumer Research ค่อนข้างเยอะ ท้ายที่สุดผมคิดว่าการมี Mentor ที่ดีซัก 2-3 คนในชีวิตเป็นอะไรที่ดี และค่อนข้างช่วยเราได้มาก

MENTOR ของคุณปอนด์ มีคือใครบ้างครับ?
คุณพ่อครับ ท่านผ่านร้อนผ่านหนาวมาเยอะ และอีกท่านที่ให้คำปรึกษาตลอดเวลาก็ คือท่าน ดร.พิสิฐ ลี้อาธรรม ซึ่งผมก็เคยทำงานกับท่านด้วย ท่านเป็นคนที่มีคนรู้จักมากมายในสังคม มีประสบการณ์เยอะ เวลาผมมีอะไรผมก็จะปรึกษาท่าน แล้วก็มี Mentor อีก 2-3 คนครับ อยู่ฮ่องกงเหมือนกัน การมี Mentor ที่อยู่ใน Industry เดียวกัน ในองค์กรดียวกัน มีอยู่นอก Industry และมี Mentor ที่เข้าใจเราตั้งแต่เด็กเนี่ย เวลามีปัญหาโดยที่เราไม่อยากคุยกับคนในบริษัทมันก็จะช่วยได้ ช่วยให้เราจะได้ Perspective ดีๆ แต่ถ้าปัญหามันเกิดขึ้นอยู่ทุกวันเกี่ยวกับสายงานของเรา ผมคิดว่า Involve Team และ Customer ของเราให้ได้มากที่สุด และตัดสินใจจากจุดนั้นจะเป็นการตัดสินใจที่ค่อนข้างถูกต้องมากที่สุดครับ

แต่บางครั้งเราก็มีที่ตัดสินใจผิดพลาด ถ้าทำอะไรผิดพลาดไปแล้ว เราก็ต้องกลับไปดูอีกทีว่า Decision ที่เราทำไปจุดไหนที่มันผิด Data ที่เราได้ผิดหรือเปล่า จุดไหนที่มันไม่ถูกต้อง เราก็ต้องมีการ Readapt มีการทำ Strategy ใหม่ เพราะเดี๋ยวนี้มี AI เข้ามาสู้ ธุรกิจของผมด้าน Retail ก็โดนด้าน E commerce มาต่อสู้ อยู่แล้ว ตอนนี้เราอยู่ใน Disruptive Economy เพราะฉะนั้นสิ่งที่เราทำมันจะต้องเร็วและ Adapt เราต้องพร้อมสู้กับ Technology อยู่ตลอดเวลาด้วย

การเป็นหัวหน้าคนแต่ละเชื้อชาติแตกต่างกันอย่างไรบ้าง?
Style การทำงานของผมค่อนข้างที่จะ Empower คน Engage กับคนกับเวลา ผมไปแต่ละที่ วิธีการบริหารก็จะคล้ายๆ กันในแง่ของการ Treat คน แต่สิ่งที่แตกต่างกัน คือคนจีนกับคนเวียดนามทำงานไม่เหมือนกัน ทางจีนฝั่งฮ่องกงได้ Influence ของ British อย่างมาเก๊าได้ไปเยอะในส่วนของ Portuguese ส่วนเวียดนามก็ได้อิทธิพลทางฝรั่งเศสไป แต่ความมี Structure จะน้อยกว่าทางฮ่องกง คนเวียดนามเหมือนคนไทยตรงชอบความ พี่ๆน้องๆ เขาคิดว่าทำงานแบบครอบครับ เขาต้องการ Attention ต้องการให้เราไปงานแต่งงานเขา ให้กินข้าวเย็นกับเขา จุดนี้เป็นอะไรที่ฮ่องกงกับมาเก๊าไม่ได้มีมากขนาดนั้น ในระหว่างทำงานจะทำอะไรที่ค่อนข้าง Professional

guardian-ppawin-thepeptalk-2-1024x683

RELATIONSHIP ทางฮ่องกงน่าจะสำคัญกว่าเวียดนามใช่ไหม?
ทางฮ่องกง มาเก๊าก็สำคัญ แต่ทางเวียดนามค่อนข้าง Intimate เหมือนเวลาคนไทยทำงานด้วยกัน วิธีการทำงานทั้งฮ่องกง มาเก๊าเองทำงานค่อนข้างง่าย สมมุติว่าทำงานในบริษัทฝรั่งมาแล้ว ถ้าไปอยู่ที่เวียดนาม เราจะต้องไป Build Culture ให้เขาอีกทีหนึ่ง เขาจะเริ่มเรียนรู้ที่จะ Adapt ใน Corporate World ถามว่ามันเหนื่อยไหม มันก็เหนื่อย อยู่ในเวียดนามผมเป็นเหมือน Coach, Mentor มากกว่า แต่ตอนที่อยู่มาเก๊า หรือฮ่องกง Role ของผมจะเป็นคนที่ไป Drive ธุรกิจ ไปวางแผนวาง Strategies เพราะความที่เป็น Emerging Market มันจะหาคนที่พร้อมจะลุยกับเราตั้งแต่วันแรกยากมาก เราก็ต้องไปเริ่ม Train เริ่ม Build คน สร้างวัฒนธรรมที่ดี สร้างระบบให้เขาก่อน แต่ตอนที่ทำงานที่ฮ่องกง มาเก๊าจะ มีคนครบอยู่แล้ว เลือก CV ได้เลย จะเอาคนนี้ Skill ด้านนี้แบบนี้ เข้ามาเรา Plug And Play ได้เลย แต่ที่เวียดนามไม่เหมือนกันครับ

guardian-ppawin-thepeptalk-4-576x1024

ถ้าต้องการคนที่มีวิสัยทัศน์แบบเดียวกัน คำนึงถึงบริษัทเหมือนกัน มีวิธีเลือกคนเข้ามาอย่างไร?
ส่วนตัวผมไม่ชอบจ้างคนที่คิดเหมือนผมตลอด เพราะมันจะไม่มีความแตกต่างในองค์กร การจ้างคนเข้ามาแล้วเขามีแนวคิดที่ไม่เหมือนเราเป็นสิ่งที่ดี มันจะ Provide Creativity จะมีคน Challenge อยู่ตลอดเวลา ถ้าหากว่าในทีมมีแต่คนที่คิดเหมือนเราตลอด นั่นมันเป็นอะไรที่ค่อนข้างอันตรายเหมือนกัน เพราะถ้าตัดสินใจผิดทีนึง ก็ไปด้วยกันหมดเลย แต่สิ่งหนึ่งที่เราอยากจะได้ คือหาคนที่ Vision เหมือนกัน คนที่มี Passion คล้ายๆ กับเรา

อย่างตัวผมเวลาที่จะจ้างคนๆ หนึ่งเข้ามา สิ่งแรกที่จะดูเลยคือ Attitude ดูว่าคนนี้เข้ามา นิสัยเป็นยังไง เข้ากับทีมได้ไหม เขามาแล้วจะสร้างปัญหาให้กับเราหรือเปล่า บางคนให้ Idea ได้ดี เขาไม่จำเป็นต้องเห็นด้วยกับเรา แต่เขาต้องมี Attitude ที่ดี ยินดีที่จะเรียนรู้ปรับปรุงตัวเองอยู่ตลอดเวลา รับฟังความคิดเห็นคน อันนี้เป็นสิ่งที่ผมต้องการมาก บางคนอาจจะบอกว่า Experience จำเป็น ซึ่งผมมองว่า ตัวเองก็ไม่ได้มี Experience มากมาย ไม่ได้มีประสบการณ์ในเวียดนามหรือในด้าน Retail มากมาย แต่เราเองก็มีความมุ่งมั่น เราก็อยากที่จะเรียนรู้ใช้คนให้ถูกให้เป็น

Experience สร้างได้ Train กันได้ บางคนมี Experience แต่ Attitude ไม่มีเลย อันเนี่ยอันตรายมาก เพราะเขาก็จะเอาสิ่งที่คิดว่าทำถูกมาตลอด มาใช้กับบริษัทเรา แล้วในส่วนของ Retail ตอนนี้มัน Disruptive มากไม่ว่าจะเป็น Amazon Go, Alipay อะไรก็แล้วแต่ สิ่งที่ประสบความสำเร็จในอดีตไม่ว่าจะเป็น Bigbox Format, Walmart ตอนนี้โดนท้าทายมาก เพราะงั้นเวลาผมจ้างคนมาทำงานใน Disruptive Economy แบบเรา ต้องเป็นคนที่ Adapt ตัวเองได้

อีกอย่างหนึ่งที่ผมมอง คือ Job Fit ว่ามันพอดีไหม คำว่า Fit ก็มีความหมายหลายแบบ อาจจะว่า Fit กับสิ่งที่เขาเคยทำในอดีต อย่างเช่น Digital Marketing มาทำเป็น Digital Marketing ที่เหมาะกับ Culture ของเรา ถ้าสมมุติว่าเราให้ความสำคัญกับ Employee Engagement มาก ให้ความสำคัญกับคนค่อนข้างเยอะ ถ้าในอดีตเขาบริหารคนในสไตล์ Hierarchical Command And Control มันก็จะไม่ Fit ครับ ในสัมภาษณ์บางทีผมทำ Role-play ด้วย อาจจะแกล้งทำให้เขาโกรธ หรือแกล้งทำสถานการณ์ให้ลูกน้องเดินเข้ามาแล้วทำสถานการณ์แปลกๆ แล้วดู Reaction ว่าเขาทำตัวยังไง เราจะได้รู้ตัวตนที่แท้จริงของเขาด้วย

ผมเองก็มีกฎในองค์กรของผม ตอนนี้มีอยู่ประมาน 700 คน ถ้า 1 Level Down ผมจะ Interview ทุกคน แต่ตอนนี้ 2 Level Down ผมก็ Interview ทุกคนด้วย ทุกคนก็จะถามว่าอย่างนี้วันๆ นึงได้แต่ Interview ละสิเนี่ย! ถ้ายิ่งสร้างบริษัทโตแค่ไหน คุณก็ต้อง Interview มากขึ้นใช่ไหม? จริงๆ แล้วมันไม่ใช่ หลายคนคิดว่า ยิ่ง Growth บริษัทมากแค่ไหน คุณก็ต้อง Interview คนมากขึ้น แต่จริงๆ แล้ว ถ้าคุณสามารถดึงคนที่ถูกต้องมาทำงานด้วยได้ เขาอยู่กับคุณประมาณ 2 ปี Turn Over ต่ำ คุณก็ไม่ต้องไป Interview หลายๆ คนเพิ่มแล้ว

ตอนนี้ที่ผมพยายามให้มากขึ้นก็ คือการใช้ Technology มา Assist Process การทำ Automation ในหลายๆ Function แล้วก็ Outsource ใน Function หลายๆ แบบ เพราะฉะนั้นการที่ต้องมาสัมภาษณ์คน 2 Level Down มันก็ไม่ได้เป็นอะไรที่เสียเวลา ถ้าเราไม่ให้ความสำคัญกับการดึงคนที่เราคิดว่า Fit กับองค์กรเข้ามา Nucleus ขององค์กรจะเป็น Nucleus ที่ไม่แข็งแรงไม่ถูกต้อง ผมก็เลยคิดว่าการดึงคนที่ถูกต้องเข้ามาในองค์กรเนี่ยสำคัญที่สุดเลย

3 ทักษะ ที่ CEO ต้องมีในมุมมองของคุณปอนด์มีอะไรบ้าง?

“Leadership” สำคัญมาก จะทำอะไรก็แล้วแต่คุณสามารถ Lead คนให้ไปพร้อมๆ กับคุณได้ไหม คุณไม่จำเป็นต้องเดินนำหน้าเสมอไป แต่เดินไปพร้อมๆ กับเค้าในวันที่ดีและไม่ดี

ต่อมาโลกตอนนี้โดน Disruptive ค่อนข้างเยอะ เพราะฉะนั้นการเปลี่ยนแปลง “Adaptability” ควรจะเป็น Skill ที่สำคัญมากใน Industry หลายอย่างที่เราเจอตอนนี้ไม่ว่าจะเป็น Retail, Banking, Logistic โดน Technology เข้ามาหมด คุณจะปรับตัวยังไง?

อย่างที่ 3 คล้ายกับ Leadership คือ “People Management Skill” เพราะว่ายิ่งคุณมาอยู่ใน Role ของ CEO ท้ายที่สุด คุณไม่ได้ Manage ตัวคุณเองเสมอไป เราไม่เหมือนกับตอนเด็กๆ ตอนที่ให้การบ้านเรามา เราทำได้ดีเราได้เกรด A แต่ตอนนี้คือคุณจะทำยังไงให้เพื่อนของคุณทั้งชั้นเรียนได้เกรด A เหมือนคุณ คุณจะ Manage ในระบบนี้ยังไง บางคนเรียนเก่ง บางคนเรียนไม่เก่ง บางคนขี้เกียจ บางคนเกเร คุณจะใช้ Incentive ส่วนไหนช่วยให้เพื่อนๆ ของคุณผ่านไปด้วยกันทั้งหมด ใน บทบาท ของ CEO 3 ทักษะนี้จำเป็นมากครับ

1 คำที่ตรงกับชีวิตของคุณปอนด์
ในการเป็น CEO ของ Guardian Vietnam คือคำว่าอะไร?
ผมคิดว่า “Opportunity” คือโอกาส เพราะผมคิดว่าทางเวียดนามเป็น Raising Economy สิ่งที่ผมไป จับอะไรก็แล้วแต่มันเป็น Opportunity เกือบไปทุกอย่าง มันเป็นโอกาสให้เราสามารถ Make A Difference ได้ให้กับองค์กร มันเป็นช่วงเวลาที่ค่อนข้างหาได้ยากที่ว่าเราไปอยู่ใน Economy หนึ่งที่กำลังจะ Take Off เหมือนกลับไปอยู่เมืองไทย 20 ปีที่แล้ว จริงๆ มันค่อนข้างที่จะสนุกด้วย มันมีความ Challenging ในตัวของมันเอง แต่ท้ายที่สุดผมคิดว่ามันเป็น Opportunity ที่หลายๆ คนอยากจะได้แต่ยังไม่มีโอกาสได้ ผมเลยคิดว่า คำว่า “Opportunity” เหมาะกับ Role ที่ผมทำอยู่ตอนนี้

Facebook Comments

Related Posts