THE PEP TALK: โอมศิริ วีระกุล เจ้าของหนังสือ “เปิดเทอมใหญ่ วัยทำงาน”

ประเดิม Category ใหม่ของ SkillSolved “The Pep Talk” ต้อนรับปีใหม่ไทย สัมภาษณ์แรกกับนักเขียน Young Blood คุณโอมศิริ วีระกุล เจ้าของหนังสือ “เปิดเทอมใหญ่ วัยทำงาน” / เจ้าของเพจ Creative Salary เล่าประวัติความเป็นมาจากก้าวแรกก่อนการเป็นนักเขียน นั่งคุยสบายๆ ถึงหนังสือเล่มเล็กที่เต็มไปด้วยเรื่องราวในออฟฟิศถ่ายทอดผ่านตัวอักษรแบบอ่านง่าย แต่แฝงมุมมองให้คนอ่านได้คิดตามทุกบท หนังสือมีที่สัปดาห์หนังสือครั้งนี้ด้วยนะ ที่บู๊ธร้านหนังสือนายอินทร์

creative_salary_thepeptalk_2_20170404_skillsolved_headhunter

ย่อประสบการณ์ชีวิต
โอมศิริ วีระกุล .. พื้นเพผมไม่ได้ชอบอ่านครับ เราโตมากับการ์ตูน Walt Disney เลยชอบดูมากกว่า ผมเรียนจบจาก ม. กรุงเทพ สาขาภาพยนตร์ ตอนที่เลือกเรียนผมยังไม่แน่ใจตัวเองเลยว่าชอบจริงๆ ไหม เพราะเรียนไป เรื่อยๆ เริ่มรู้สึกตัวเราไม่ถูกจริต ลองทำมาหมดแล้ว เขียนบท แบกกล้อง ถ่ายภาพ กว่าจะมาเป็นหนังหนึ่งเรื่องทำไมมันช่างยาวนานเหลือเกิน จนมีอยู่วันนึงผมโดดไปเรียนกับแฟนซึ่งเรียนด้านโฆษณา เหมือนเปิดโลกใหม่ให้ผม ศาสตร์โฆษณามีวิธีคิด มีวิธีเล่าเรื่องได้น่าสนใจมาก จนเริ่มสนใจในเรื่องของ “คำ” คำไม่กี่คำสื่อความหมายได้มหาศาล ความสนใจเรื่องภาพยนตร์ผมลดลง แต่สุดท้ายแล้วเราก็ค้นพบว่า ทั้งสองอย่างไปด้วยกันได้ด้วยวิธีการเล่าเรื่อง

เริ่มทำงานจริงจังแล้ว แต่ความคิดอยากออกหนังสือก็มีอยู่ตลอด ผมพยายามเขียนเยอะมาก เป็นร้อยๆ หน้า แต่มันไม่มี Direction มีแค่แรงกับความต้องการ ส่งให้บรรณาธิการหลายสำนักพิมพ์แต่ก็เงียบ แต่ผมก็ไม่หยุดครับ ก็ยังส่งต่อไปเรื่อยๆ จนมี บก. คนนึงโทรมานัดผมไปคุย ผลลัพธ์คือต้นฉบับไม่ผ่านแต่เขาเห็นความพยายามของเรา เลยเรียกมาคุยแล้วค่อยๆ ปรับเราให้ชัดเจนขึ้น ผมเริ่มสังเกตว่า Gap การทำงานของคนหนึ่งชีวิตมันใหญ่เนอะ เริ่มตั้งคำถาม เริ่มคิดเรื่องราวจนกลายมาเป็น Theme หลักในงานเขียนของเรา

TURNING POINT หลังจากเรียนจบ บทเรียนที่ได้จากหนังสือ 2 เล่ม
เล่มแรกเป็นของพี่ นิ้วกลม ครับ ทำให้ผมรักการอ่านมากขึ้น ค้นพบว่าเขียนแนวนี้ก็ได้นินา ไม่ซีเรียสมาก เล่าแบบนี้ก็สนุกดี เล่มที่สองชื่อ “ไม่ครบห้า” เป็นชีวประวัติของคนญี่ปุ่นคนหนึ่ง เขามีความบกพร่องทางร่างกาย เกิดมามีแค่ลำตัวกับหัว (คล้ายกับ Nick Vujicic) แต่เขาก็ใช้ชีวิตร่วมกับคนอื่นได้ปกติ แล้วยังสามารถสานฝันไปเป็นอาจารย์ได้อย่างที่ตั้งใจในที่สุด ระหว่างทางก็จะมีเรื่องราวว่าเขาต้องต่อสู้กับอะไรบ้างภายใต้ต้นทุนที่น้อยกว่าคนอื่น เล่มนี้เหมือนมีคนเอาน้ำมันมาสาดใส่ผมแล้วจุดไฟ ไฟในตัวผมลุกโชน หันมามองตัวเองว่าเรามีครบมาก ถ้าเราชอบอะไรก็ควรลองทำให้ให้สุดโต่งในด้านนั้นไปเลย

จุดเปลี่ยนที่ทำให้ตั้งคำถามกับการใช้ชีวิตในที่ทำงานมากขึ้น
กว่าคำถามจะผุดขึ้นมาในหัวก็กินเวลาไปหลายปีเหมือนกันครับ ผมมองเรื่องของครอบครัวเป็นหลัก หลังจากที่พ่อแม่เกษียณแล้วได้เงินมาเป็นก้อน รูปแบบการใช้ชีวิตเปลี่ยนไป เราต้องมีความรับผิดชอบมากขึ้น พอมีภาระเยอะขึ้นจึงจำเป็นต้องมีเป้าหมายที่เคลียร์ ต้องคิด เริ่มวางแผนทางการเงิน บวกกับการเห็นเพื่อนรุ่นเดียวกันเริ่มประสบความสำเร็จ เริ่มเห็นความต่างที่เกิดขึ้นเลยหันมาคุยกับตัวเองว่ามันถึงเวลาแล้วล่ะ ต้องจริงจังมากกว่านี้

creative_salary_thepeptalk_4_20170404_skillsolved_headhunter

หลงทาง – “ ปัญหาสุดคลาสสิกที่น้องๆ ชอบถาม คือ ยังไม่รู้ว่าอยากเป็นอะไร แต่ยังไม่ทันหาคำตอบ น้องๆ ก็พูดถึงเงินเดือนที่อยากได้เสียแล้ว ”
เด็กรุ่นใหม่ชอบเอาเงินเป็นที่ตั้ง ยังไม่ได้วิเคราะห์ตัวเองเลยว่าชอบทำอะไร งานอะไรก็ได้ที่สร้างเงินให้เค้าเยอะที่สุด นั่นก็คือสิ่งที่เค้าอยากทำ ผมจะแนะนำเสมอว่าถ้าที่บ้านไม่ได้มีภาระอะไร อยากให้ลองมุ่งไปในสิ่งที่ตัวเองชอบก่อน ค้นหาตัวเองให้เจอ ดีกว่ามานั่งคิดเรื่องเงินเป็นกรอบหลักในช่วงแรกเริ่ม การเน้นเรื่องเงินเป็นที่หนึ่ง อาจเป็นเพราะรูปแบบการใช้ชีวิตปัจจุบันหลอมให้เด็กเจนใหม่มีความคิดว่าต้องมีเงินไว้ก่อน เรื่องอาชีพที่ใช่จริงๆ ค่อยเป็นเรื่องรอง ซึ่งเรื่องเหล่านั้นสะท้อนตัวผมเองในอดีตเหมือนกันครับ

ก่อนจบผมก็หลงทางนะ ตอนแรกอยากทำเอเจนซี่มาก ทำพอร์ตไปประกวดโฆษณา ขอลองไปฝึกงานเป็นผู้ช่วยผู้กำกับ ฝึกในวงการโทรทัศน์ ฝึกสายข่าว แต่มันก็ยังไม่ใช้คำตอบที่ค้นหา ตอนนั้นเต็มไปด้วยความสับสน และความกังวล ผมยื่นสมัครงานไปทั่ว แต่ก็ไม่ได้รับการตอบรับเท่าไหร่ เลยตัดสินใจไปออสเตรเลียใช้ชีวิตอยู่ 6 เดือน

ระหว่างทำงานที่นั้น ชีวิตค่อยๆ ตกผลึกว่าการที่เราค้นหาตัวเองไม่เจอ จริงๆ แล้วเรายังไม่สู้กับตัวเองจริงๆ หรือเปล่า ที่รู้สึกว่าสิ่งนี้ก็ไม่ใช่ สิ่งนั้นก็ไม่เข้าทาง อาจเป็นเพราะเราเตะมันแค่ผิวเผินแล้วยอมแพ้ หลังจากกลับมาที่ประเทศไทยผมก็ค่อยๆ ตัดตัวเลือกออกไปจนพบว่า การเขียนคือสิ่งที่ผมอยากอยู่กับมันมากที่สุด จากนั้นก็หันมาทำงานด้านเนื้อหามาเป็นหลัก

พลังของคนตัวเล็ก
“ บางครั้งการประชุมก็จบลงด้วยความต้องการให้จบแบบไม่ได้ต้องการให้สำเร็จ ” ทุกครั้งเวลาเราประชุมกันส่วนมากจะมีคนนำคนนึงที่เป็นคนสรุปประเด็นต่างๆ ให้เข้ากันใจตรงกัน แล้วทุกคนในห้องประชุมเองก็ดูเหมือนจะเข้าใจเหมือนกันหมด หลายครั้งเช่นกันที่เอาเข้าใจจริงๆ หน้างานไม่ได้เป็นไปเหมือนที่บรีฟกัน ย้อนให้คิดว่าที่พยักหน้ากันในห้องประชุมเข้าใจกันจริงๆ หรือแค่อยากให้จบๆ ไป บางครั้งที่เดินออกมาจากห้องประชุมก็ใกล้เวลาเลิกงานแล้ว ประชุมเยอะก็ไม่ได้แปลว่างานจะมีคุณภาพนั่นคือสิ่งที่ผมเรียนรู้

creative_salary_thepeptalk_3_20170404_skillsolved_headhunter

โอเมก้าหมื่นชั่วโมง – “ พรสววรค์ ไม่สำคัญเท่าพรแสวง ”
เนื้อหาเรื่องนี้เกิดจากส่วนตัวเป็นคนชอบทานปลาแซลมอนครับ และเราเคยอ่านเจอข้อมูลเกี่ยวกับสารโอเมก้าไม่ได้มีอยู่ในตัวแซลมอนแต่แรก แต่เกิดจากการที่แซลมอนไปกินแพลงตอนที่มีสารโอเมก้าแฝงอยู่ นานวันเข้าโอเมก้าเลยค่อยๆ ซึมเข้าไปอยู่ในเนื้อปลา ผนวกกับเราไปรู้ว่าพฤติกรรมการวางไข่ของปลาแซลมอนต้องใช้ความพยายามในการว่ายทวนกระแสน้ำ เป็นปลาที่มีความมุมานะมากเลยนะ จากนั้นผมไปเจอข้อมูลของ มัลคอม แกลดเวลล์ นักเขียนที่นำข้อมูลต่อแนวโน้มการเป็นผู้เชี่ยวชาญด้านใดด้านหนึ่งว่าต้องใช้เวลาอยู่กับสิ่งนั้นให้เกินหนึ่งหมื่นชั่วโมง คนเราเองก็เช่นกันต้องมีพรแสวงขับเคลื่อนตัวเองอยู่เสมอ อยากเป็นนักดนตรีที่เก่ง นักเขียนที่เก่งที่สุด นักพูด ผู้บริหาร ก็ต้องฝึก ฝึก ฝึก และฝึกครับ

แต่ละบริษัทก็มีฝ่าย HR อยู่แล้ว ทำไมยังต้องใช้ HEADHUNTER หาคน?
มันมีอยู่ 2 ประเด็น อย่างแรกเลย HR ไม่มีศักยภาพจริงๆ และสองคือ Headhunter คือ Expert ในอาชีพที่เขามองหาจริงๆ ผมคิดว่าทุกอาชีพที่เกิดขึ้นไม่ได้เกิดด้วยความบังเอิญหรอก มันต้องมีความต้องการหรือจุดอะไรบางอย่างทำให้เกิดขึ้นมา Headhunter เหมือนแมวมองนักฟุตบอล บริษัทคือสโมสร สโมสรต้องมีนักเตะคอยขับเคลื่อน สร้างผลงานให้ดี นักเตะเหล่านั้นจะเหมาะสมกับสโมสรได้ดีแค่ไหน นอกจากโค้ชในบริษัทแล้ว ก็ต้องมีแมวมองอย่าง Headhunter นี่แหละเข้ามาช่วยคัด แม้จะไม่ได้อยู่ในบริษัทแต่สำคัญมากในเรื่องของประสบการณ์การมองคน ซึ่งเป็นบทบาทเฉพาะตัวของ Headhunter

ฝากข้อคิดชีวิตทำงานให้คนทำงานรุ่นต่อได้กลับไปคิด
เก่งไม่เก่งผมไม่สนใจนะ ขอเน้นสองอย่างพอ “ทัศนคติ” กับ “อดทน” คนทัศนคติดี เปิดโอกาสให้ตัวเองตลอดเดี๋ยวก็จะเก่งเอง แล้วถ้าอดทนได้ อดทนต่อคำวิจารณ์ คำด่าต่างๆ แค่นี้พอแล้วครับ อาจจะมีเฟลบ้างแหละเวลาโดนติ แต่ถ้าทัศนคติมันดี เดี๋ยวเขาก็จะลุกขึ้นมาใหม่เอง สองสิ่งนี้จะพยุงคุณไปเอง เป็นแค่สองสิ่งที่ผมอยากฝากไว้ครับ

Facebook Comments

Related Posts