THE PEP TALK: นพ. โกวิทย์ นพพร – เข้าใจพนักงานที่ป่วย “โรคไบโพล่าร์” ให้ถูกต้อง เพื่อการอยู่ร่วมกันในสังคมที่ทำงานที่ดีขึ้น

ลองคิดในมุมของเจ้าของบริษัท … ถ้าคุณมารู้ทีหลังว่าพนักงานของคุณป่วยเป็นโรคไบโพล่าร์ และโรคซึมเศร้ามาก่อน หลังจากเริ่มทำงานด้วยกันไปสักพัก กลิ่นตุๆ เริ่มออก กลายเป็นภาวะที่กลืนไม่เข้าคายไม่ออก พนักงานไม่ได้ทำอะไรผิด คุณจะไล่เขาออกเลยเพื่อตัดไฟแต่ต้นลม หรือคุณจะใจกว้างพอพยายามเข้าใจความผิดปกติสองขั้วที่แฝงไปด้วยพฤติกรรมความเยอะ จนเป็นเรื่องยากที่คนทั่วไปจะเข้าใจได้?

“ความจริงแล้วคนที่เป็นไบโพล่าร์จะประกอบอาชีพอะไรก็ได้ ถ้าเขาหายแล้ว การที่คนไข้จะเหมาะกับอาชีพอะไร มันไม่ได้อยู่ที่ว่าเขาป่วย หรือ ไม่ป่วย แต่มันอยู่ที่ว่า บุคลิกภาพหรือความสามารถส่วนตัวของเขาสามารถประกอบอาชีพอะไรได้บ้าง”

อัตราโดยเฉลี่ยของคนที่เป็นโรคนี้อยู่ที่ 10% – 15% ของประชากรในประเทศ ซึ่งถือว่าค่อนข้างเยอะอยู่ทีเดียว จริงๆ คนทุกคนมีโอกาสที่จะเจอภาวะซึมเศร้า ยังไงก็จะต้องเจอ ไม่เล็กหรือใหญ่ ก็สักครั้งหนึ่งในชีวิต ไม่ว่าจะทำงานอาชีพไหน ตำแหน่งไหนก็ล้วนมีความเครียดด้วยกันทั้งนั้น ทั้งๆ ที่เป็นแบบนี้แต่เราก็ยังไม่เคยเห็นบริษัทไหนในประเทศไทยมีสวัสดิการให้พนักงานในองค์กรสามารถไปหาหมอเพราะเครียดได้ฟรีเลย? เอ๊ะ หรือว่ามี (มาบอกกันด้วยนะคะ) สำหรับนายจ้างที่พร้อมจะเข้าใจในเงื่อนไขของผู้ป่วย ต้องเตรียมตัวอย่างไรเพื่อหลีกเลี่ยงปัญหาและช่วยดึงจุดแข็งที่พนักงานคนนั้นมีออกมา ใบบทความนี้คุณจะเรียนรู้เกี่ยวกับการทำความเข้าใจพนักงานที่ป่วย “โรคไบโพล่าร์” ให้ถูกต้อง เพื่อการอยู่ร่วมกันในสังคมที่ทำงานที่ดีขึ้น

เราอาจพอคุ้นหูกันมาบ้างแล้วกับ โรคไบโพลาร์ (Bipolar disorder) กับ โรคซึมเศร้า (Depressive Disorder) ทั้งสองมีความเครียดเป็นปัจจัยกระตุ้น อยากให้คุณหมออธิบายถึงความแตกต่างให้ชัดเจนอีกครั้งครับ

จริงๆ แล้วความแตกต่างของโรคคือ อาการ ครับ ในการจำแนกจัดกลุ่มโรคสากล จะจัดว่าเป็นคนละโรคกัน เรามักจะคิดว่าเป็นโรคที่มีความเกี่ยวข้องกัน เพราะเป็นโรคที่มีสมมุติฐานทางชีววิทยาที่มีความเกี่ยวโยงกันอยู่

ไบโพล่าร์จะมีอาการ 2 แบบ คือ บางครั้งจะออกอาการแบบซึมเศร้า และบางระยะจะออกมาแบบครื้นเครง (Hyperactive) ทำนู่น ทำนี่ ขาดการยับยั้งชั่งใจ ทำอะไรตามใจชอบตัวเองมากๆ ต้องเข้าใจว่าไบโพล่าร์มีอาการผิดปกติหลายด้าน ด้านหนึ่งคือด้านอารมณ์ คือในแบบครื้นเครง อารมณ์มีลักษณะครื้นเครงผิดปกติ หรือว่าวุ่นวายผิดปกติ อีกด้าน คือ อาการที่เกี่ยวข้องกับทางด้านร่างกาย คนที่เป็นไบโพล่าร์ที่มีอาการคึกคัก ภาษาอังกฤษเราเรียกว่าเมเนีย (Mania) เขาจะรู้สึกว่ามีพละกำลังวังชามาก อยากทำนู่นทำนี่อยู่ตลอดเวลา แต่เขาไม่สามารถทำอะไรเป็นชิ้นเป็นอันจนจบได้ ระยะที่เป็นแบบซึมเศร้า ก็จะมีอารมณ์เศร้า และมีอาการทางด้านร่างกายแบบเดียวกับโรคซึมเศร้า

ถ้าเป็นโรคซึมเศร้าก็จะซึมเศร้าตามชื่อ โรคซึมเศร้านั้นจะมีอาการฝั่งเดียว คือ Despression เขาจะมีอาการถดถอยทางด้านกำลัง เขาจะรู้สึกเหนื่อยอ่อน ไม่มีกำลัง ไม่มีความกระตือรือร้นที่จะทำอะไร อีกเรื่อง คือ การใช้ความคิด คนที่เป็นโรคซึมเศร้า ความคิดจะไม่แล่น คิดอะไรไม่ออก ตัดสินใจไม่ได้ ในขณะที่คนที่เป็น Mania ความคิดวิ่งเร็ว คิดโน่นคิดนี่สารพัด คิดซะจนจับความคิดตัวเองไม่ได้ ตัวอย่างเช่น วันๆ หนึ่งอาจจะนึกลงทุนนี่ นั่น อยู่ตลอดเวลา แต่ก็ไม่เคยทำได้สำเร็จสักเรื่องหนึ่ง

พอจะบอกคร่าวๆ ได้ไหมครับ ว่าจำนวนของคนที่ป่วยเป็นสองโรคนี้ ในประเทศไทย และแนวโน้วในอนาคตว่าจะมีโอกาสสูงหรือลดลงอย่างไรบ้าง เพราะอะไร
สถิติประเทศไทยกับสากล ถือว่าพอๆ กันนะครับ คือระหว่าง 10 % – 15 % ของประชากรทั่วไปครับ แต่ว่า โรคซึมเศร้าอาจจะเจอเยอะกว่าหน่อย สถิติ เข้าใจว่ามันคงจะไม่ได้เพิ่มขึ้นมากไปกว่านี้ หรือลดลงไปกว่านี้ เนื่องจากว่าประชากรมากขึ้น จำนวนคนก็ต้องมากขึ้นแต่เปอร์เซนต์มันเท่าเดิม อีกอย่างนึงคือ เนื่องจากโรคนี้มีปัจจัยทางด้านกรรมพันธุ์มาเกี่ยวข้อง เพราะฉะนั้น ถ้าหากว่าคนที่เป็นโรคนี้แต่งงานกันเอง โอกาสที่จะมีโรคนี้เพิ่มขึ้น ก็จะสูงขึ้น

อาชีพไหนบ้างครับที่เหมาะกับผู้ป่วย โรคไบโพลาร์ กับ โรคซึมเศร้า? เพราะอะไร?
ความจริงแล้ว คนเป็นไบโพล่าร์จะประกอบอาชีพอะไรก็ได้ ถ้าเขาหาย และไม่ป่วยแล้ว การที่คนไข้จะเหมาะกับอาชีพอะไร มันไม่ได้อยู่ที่ว่าเขาป่วย หรือ ไม่ป่วย แต่มันอยู่ที่ว่า บุคลิกภาพหรือความสามารถส่วนตัวของเขาสามารถประกอบอาชีพอะไรได้บ้าง ถ้าหากว่าคนป่วยหายจากโรค เขาก็ตามศักยภาพของเขาสามารถประกอบอาชีพได้ปกติเหมือนผู้อื่นได้ เพราะโรคนี้สามารถรักษาให้หายได้

ที่ผ่านมา คุณหมอเคยตรวจคนที่ป่วยทั้งสองโรคนี้ เขาประกอบอาชีพอะไรบ้างครับ
โอ้ .. หลายหลายมากเลยครับ มีตั้งแต่เป็นนักเรียน นักธุรกิจ พนักงานบริษัท เป็นลูกจ้าง เป็นเจ้าของบริษัทเอง เป็นพนักงานทำงานทางด้านบริการ ครู อาจารย์ จนกระทั่งคนเกษียณที่เพิ่งจะมาพบเป็นครั้งแรกตอนที่เพิ่งเกษียณก็มี

อาการของสองโรคส่งผลกระทบอะไรต่ออาชีพของเขาบ้างครับ?
ถ้าเขาป่วย รับรองเลยว่าอาการที่ป่วยมีผลต่ออาชีพของเขา เพราะไบโพล่าร์เป็นโรคที่กระทบกับการสั่งงานของสมอง ในด้านของการเรียนรู้ การสั่งงานของสมอง คนที่เป็นโรคซึมเศร้า อาการสำคัญคือความสามารถในการใช้ความคิดความอ่านจะด้อยลง คิดช้าลง ความสามารถในการตัดสินใจช้าลง การตัดสินใจแย่ลง การตัดสินใจแก้ไขปัญหาต่างๆแย่ลง เพราะฉะนั้น ยังไงก็จะกระทบกับการงานของเขา คนที่เขียนหนังสือได้ พอเป็นโรคซึมเศร้า ก็เขียนหนังสือไม่ได้ อย่างที่เป็นไบโพล่าร์ทางด้านที่คึกคักมากๆ ความคิดเขาจะแล่นเร็วมาก พอความคิดแล่นเร็ว ก็จะทำให้เขาสับสน คิดและทำอะไรต่ออะไรเรียกได้ว่าหลุดโลกไปหมด ขาดเหตุผลการไตร่ตรองที่ดี หน้าที่การงานก็ถูกกระทบด้วย

Dr_kavit_nopporn_2_thepeptalk_20180118_skillsolved_headhunter

ในเรื่องของยา ถ้าผู้ประกอบการรับผู้ป่วยทางด้านนี้เข้ามาร่วมงาน ควรจะต้องเตรียมอะไรให้เขาบ้างครับ?
เรื่องนี้ไม่แนะนำเลย เพราะยาที่ใช้รักษาคนไข้แต่ละคนไม่เหมือนกัน หมอที่รักษาต้องพยายามหาสูตรยาเฉพาะที่เหมาะกับคนๆ นั้น เขาจะต้องได้ยาตามที่หมอเป็นคนหาสูตรให้ ถ้าเราไปเตรียมยาที่ออฟฟิส เราจะรู้ได้ไงว่า คนไข้เขาอยากได้ยาอะไร มันไม่ใช่ยาแก้ปวด ที่อาจเตรียมยาพาราเซตามอล หรือยาแก้ไข้ แก้หวัด ที่ใครเป็นอะไรในออฟฟิสก็สามารถกินได้ อะไรแบบนั้น แต่ว่ายาอื่นๆ ทางออฟฟิสก็เตรียมไว้ได้นะ เพราะคนป่วยไบโพล่าร์ก็ปวดหัวได้ ท้องเสียได้ ยาพวกนี้เตรียมได้เลย ไม่มีปัญหา และอีกอย่างหนึ่งคือ ยาสำหรับผู้ป่วยไบโพล่าร์จะมีผลข้างเคียง ซึ่งทางผู้ให้ยาจะต้องศึกษามาก่อนว่า ยาตัวนี้มีผลข้างเคียงอะไรบ้าง จะให้กินสุ่มสี่สุ่มห้าไม่ได้ บางตัวเรากินผิด แทนที่จะดี กลับแย่ลงก็มี

ผลข้างเคียง เช่นอะไรบ้างครับ?
อย่างเช่น คนที่เป็นโรคซึมเศร้า เขาจะกินยาบางอย่างเพื่อกระตุ้นให้เขามีอารมณ์ดีขึ้น คนที่เป็น Mania ก็ต้องกินยาอีกแบบหนึ่งเพื่อทำให้เขาสงบลง ถ้าเราจับผิดคู่มันก็เละเลยนะ คนที่เป็น Mania อยู่บางครั้งเขาไม่ออกอาการครื้นเครง แต่เขาออกอาการหงอยๆ เราจะไปคิดว่าเขาซึมเศร้าแล้วเอายาโรคซึมเศร้าให้เขากิน เดี๋ยวเขาก็ยิ่งระเบิดใหญ่ ไปกันใหญ่ อันนี้จะไม่ดี เป็นตัวอย่างว่าการกินยาของแต่ละคนนั้นต่างกัน ต่างคนต่างใช้สูตรของตัวเองไม่เหมือนกัน

อาชีพไหน อาจจะทำให้เสี่ยงกับการเป็นไบโพล่าร์?
ถ้าเราตอบกันง่ายๆ ก็คือ อาชีพที่มันมีความกดดันสูง มีความคาดหวังสูง มีลักษณะของการเร่งรีบมากๆ พวกนี้ก็คืองานที่อาจทำให้เป็นไบโพล่าร์ได้ แต่ว่าถ้าเราไปเน้นที่ตัวงานมันก็จะไม่แฟร์กับงาน เพราะว่าการแข่งขัน ความกดดัน การต้องทำอะไรรีบเร่ง มันก็เป็นกันทุกงาน มันก็ต้องดูว่าจริงๆ แล้วคนๆ นั้นเหมาะกับสภาพงานนี้ไหมก่อนที่เขาจะป่วย แต่ถ้าเขาป่วยเขาจะยิ่งรับสภาพนี้ไม่ได้

ถ้าคนที่ป่วยได้รับการรักษาแล้วกลับมาทำงานใหม่กับทางบริษัท คนในองค์กรไม่ควรพูดอะไรกับคนที่ป่วยเพื่อไม่ไปจี้จุดเขา ให้เขาเป็นหนักกว่าเดิม
จริงๆ แล้วการที่เราจะไปสั่งให้คนพูดยังไง มันลำบาก แต่ว่าหลักการทั่วไปก็คือว่า เวลาเราพูดกับคนทั่วไปที่เรารู้ว่าเขาป่วย คือเราจะไม่พูดอะไรที่เป็นประเภทไปกดดันเขา ไปดุด่าว่าเขาแรงๆ ทำผิดก็ว่าเขาแรงๆ หรือบางคนอาจมีความคิดว่า ก็เป็นอย่างนี้เพราะจิตใจอ่อนแอก็ต้องพูดแรงๆ ให้รู้สึกซะบ้าง คำพูดพวกนี้ไม่ควรที่จะพูด แต่การจะไปพูดกับเขาดีเสียจนทำให้เขารู้สึกว่าไม่จริงใจก็ไม่ควร เพราะคนที่เป็นซึมเศร้าหรือคนที่เป็น Mania เขารู้นะว่าคนไหนไม่จริงใจกับเขา เพราะฉะนั้นคนที่มาพูดดีมากๆ กับเขา มันก็อาจทำให้รู้สึกเสเเสร้ง เพราะฉะนั้นก็ควรทำเหมือนปกติ และให้ความเป็นธรรมกับเขา แต่ทั้งนี้ มันอยู่ที่ว่าบางทีคนไข้ไม่ได้บอกทุกคนในออฟฟิสว่าเขาป่วย ก็จะรู้เฉพาะบางคนใช่ไหมครับ ทีนี้ เดิมถ้าเขามีเรื่องบาดหมางกับใคร ใครหมั่นไส้อยู่ อันนี้มันก็เป็นเรื่องที่หลีกเลี่ยงไม่ได้

มองในมุมของเพื่อนร่วมงาน เราจะแยกออกได้อย่างไรว่า อารมณ์และพฤติกรรมที่ผิดปกตินั้นเป็นการเจ็บป่วยจริงๆ หรือเป็นนิสัยของผู้ป่วย
ให้สังเกตุแบบนี้ครับ ถ้าเรารู้จักเขามานาน เราจะรู้ว่านิสัยของเขาเป็นยังไง แล้วถ้าวันหนึ่งมาอยู่ต่อหน้าเราแล้วเขาโชว์อะไรออกมาอีกอย่างซึ่งไม่ใช่ตัวเขา เราก็จะรู้ได้ว่าเขาอาจป่วยแน่ แต่ถ้าเวลาเขาไปสมัครงาน สมมุติว่านายจ้างไม่เคยเห็นเขามาก่อน มันก็จะลำบากนิดนึง นายจ้างหรือผู้สัมภาษณ์ต้องมีความละเอียดที่จะดูสีหน้า อากัปกิริยา การแต่งตัว ลักษณะการตอบสนองต่อคำถาม ต่อสิ่งเร้า ในสภาวะการสัมภาษณ์งาน คนสัมภาษณ์คือสิ่งเร้า เพราะฉะนั้นผู้ถูกสัมภาษณ์ก็ต้องตอบสนองให้อยู่ในเกณฑ์ที่เรียกว่าคนทั่วๆ ไปควรจะตอบสนองแบบนี้ ดังนั้นคนสัมภาษณ์จะต้องมีทักษะพอ อย่างเช่นว่า คนที่มาสัมภาษณ์ แต่งตัวอย่างนี้เหมาะไหม ท่านั่งแบบนี้เหมาะไหม การพูดการจา ทำสีหน้าอย่างนี้เหมาะไหม เวลาถามอะไร ตอบได้คล่องแคล่วขนาดไหน คล่องแคล่วมากไปก็ไม่ดีนะ

ตอบอะไรแบบคล่องปรื๋อไปหมด แล้วอะไรต่ออะไรมันก็ดูง่ายดายสะดวกไปหมดทั้งโลกนี้ ก็ต้องระวังว่ามันอาจไม่ใช่ของแท้ หรือว่า ถามไปสิบประโยคตอบกลับมาสามคำ อย่างนี้ก็น่าสงสัยแล้วว่าคนนี้เป็นอะไรหรือเปล่า แล้วยิ่งประกอบกับสีหน้า ถ้าเขาดูแล้วหม่นหมอง ไม่ค่อยมีความร่าเริงสดชื่นในการสัมภาษณ์ ก็ต้องมองว่า เอ๊ะ คนนี้มีอาการซึมเศร้าหรือเปล่า อันนี้ก็ต้องอยู่ที่ความสามารถของผู้สัมภาษณ์แล้วล่ะว่าจะจับลักษณะพวกนี้ได้แค่ไหน

มีหลักการอยู่อย่างหนึ่ง ก็คือ ผู้สัมภาษณ์จะต้องสร้างบรรยากาศที่เป็นปกติธรรมดา ที่ไม่ต้องแกล้งถามคำถามแรงๆ โดยคิดหวังว่าคนที่เข้มเเข็งจะต้องรับได้ เพราะบางคำถามถามไปแรงๆ คนถูกสัมภาษณ์ร้องไห้ไปเลยก็มี อันนี้ก็ไม่สมควร เพราะว่าในชีวิตประจำวันของคนเรา มันไม่ได้เจอเหตุการณ์ที่ทำให้ร้องไห้ทุกวัน

จะเรียกได้ว่าการเป็นโรคอารมณ์แปรปรวน และโรคซึมเศร้า ทำให้ผู้ป่วยเสียโอกาสด้านการงานแน่นอนไหมครับ?

แน่นอนครับ เพราะอันนี้คือการป่วยอย่างหนึ่ง การเจ็บป่วยทุกอย่างทำให้เสียโอกาสในการทำงานทั้งนั้น แค่เป็นหวัดไม่ไปทำงาน 4-5 วัน ก็เสียโอกาสทำงานแล้ว แต่ว่าโรคนี้เวลาเป็นแล้วเป็นเรื้อรัง บางคนเป็นแล้วไม่ได้รับการรักษาอาจจะเป็นอยู่สักครึ่งปี หรือมากกว่านั้น แต่โรคนี้มันก็แปลกอยู่อย่างนะครับ บางทีมันหายเองได้นะ คือเศร้าๆ อยู่อย่างนี้สองถึงสามปีแล้วอยู่ดีๆ ก็ฟื้นตัวขึ้นมาเองได้ นั่นคือชีวิตของเขาที่หายไป และเขาเสียโอกาสไป เคยมีเด็กนักเรียนบางคน เป็นปีเว้นปีเลย คือเรียนได้ปีนึง ปีต่อไปก็ดร็อป แล้วกลับมาเรียนปีต่อไป เพราะฉะนั้นเขาก็จะจบช้ากว่าเพื่อนไปอีกเท่านึงของเวลา อันนี้ก็เป็นตัวอย่างนึงว่านั่นคือการที่ทำให้เขาเสียโอกาสเกี่ยวกับเรื่องการงาน ความเจริญก้าวหน้าในชีวิต

รักษาได้เฉพาะกินยาอย่างเดียวหรือมีวิธีอื่นด้วยครับ?

การรักษา อย่างที่ 1 ใช้ยา
เพราะเราใช้ทฤษฏีที่ว่า คนมีอาการเปลี่ยนแปลงได้มากมายขนาดนี้ เนื่องจากสมองเขามีการสั่งงานผิด สาเหตุที่สมองสั่งงานผิดก็เพราะว่า สารเคมีที่ควบคุมการสั่งงานในสมองไม่ทำงาน หรือทำงานบกพร่อง เดี๋ยวนี้วิทยาการก้าวหน้าขึ้น ทำให้เรารู้ว่าการที่สารเคมีพวกนี้ทำงานบกพร่องก็เพราะว่าปัจจัยทางพันธุกรรมซึ่งเป็นตัวกำหนดการสร้างสารต่างๆ ในร่างกาย มันกำหนดผิด ไปถึงเรื่องยีนส์ เรื่องดีเอ็นเอ มันผิดปกติไป และทำให้การสร้างสารเคมีผิดปกติไปด้วย ก็จะทำให้สารที่มันควรจะออกมาก ก็ออกน้อยไป สารที่ควรจะออกน้อย ก็ออกมากไป พฤติกรรมก็เปลี่ยนไปหมด การรักษาเราจึงต้องใช้ยาควบคุมให้ปริมาณสารเหล่านี้กลับมาสู่สภาวะปกติ และให้สารไปออกฤทธิ์ต่อจุดต่างๆ ของสมอง ในจุดต่างๆ ที่ควรจะออกฤทธิ์ เพื่อเปลี่ยนแปลงสื่งต่างๆ ที่มันผิดปกติให้กลับมาเป็นปกติ อันนี้เป็นการรักษาหลักเลย

การรักษา อย่างที่ 2 ทางด้านจิตวิทยา
คือไม่ได้ใช้ยา แต่เป็นการให้คำปรึกษา แนะนำ เพราะคนที่ป่วยเป็นโรคเหล่านี้บางทีเขาจะขาดความมั่นใจ ว่าเขาจะหายไหม เขาจะกลับไปทำงานได้ไหม หรือตอนที่เขาเป็น Mania เขาทำอะไรบ้าๆ บอๆ แล้วเขาจะรู้สึกขายหน้า เขาควรจะต้องทำยังไง เขาอยากให้เราแนะนำเขาว่าต้องให้เขาทำยังไง ที่ทำให้เขาสามารถกลับเข้าสู่สังคมได้ตามปกติ

Facebook Comments

  • Share this post

Related Posts