THE PEP TALK: อภิชาติ ขันธวิธิ – ตัวละคร GOT ใน RECRUITMENT AGENCY

Talk of The Town ทั่วโลกออนไลน์อีกครั้ง สำหรับซีรี่ส์ Game of Thrones ที่ดำเนินมาถึงซีซั่น 7 แล้ว สำหรับแฟนๆ ของ GOT จะรู้ดีว่าซีรี่ย์มหากาพย์เรื่องนี้ ไม่ได้นำเสนอแต่การรบลาฆ่าฟันเพื่ออำนาจเพียงอย่างเดียว แต่เนื้อหายังแฝงไว้ด้วยแนวคิดด้านกลยุทธ์ธุรกิจ เต็มไปด้วยข้อคิดในโลกของที่ทำงาน ผู้นำที่เก่ง รวมถึงเหล่า Top Talent ในด้านต่างๆ พัฒนาองค์กรให้สตรอง ในช่วงที่เต็มไปด้วยกลิ่นอายมหาศึกชิงบัลลังก์อย่างนี้ … Recruitment Agency อย่างเราเลยถือโอกาสนั่งคุยกับ คุณ บี (HR – The Next Gen) ผู้มีประสบการณ์แวดวง HR นานกว่า 14 ปี มากันเม้าท์หน่อยว่า ตัวละครไหนใน Westoros เป็นใครในวงการ Recruitment Agency ในชีวิตจริง แถมด้วยมุมมอมเกี่ยวกับ Job Hopper และความกดดันที่ HR In House ต้องเจอ ชำแหละกันแบบถึงพริกถึงขิง!!

ตัวละครที่ชอบที่สุดคือใคร?
Ceisei ครับ เป็นคนที่เป็นคนจริงๆ เราสัมผัสได้ว่าคนนี้คือคนในอุดมคติที่มีเหตุผลและอารมณ์ในการที่จะตัดสินใจ แล้วก็เด็ดขาดมากๆ รู้ว่าตัวเองจะต้องดูแลลูก ลูกชั้นจะต้องปลอดภัย จะต้องเป็น King ไม่ว่าใครอย่ามาขวางเด็ดขาด ไม่งั้นก็ตายให้หมด จนถึงภาคล่าสุด ภาค 6 ก็บอมบ์ทั้งเมือง ได้วัตถุประสงค์ที่ต้องการ เลยรู้สึกว่าตัวละครนี้เวลาเสียใจก็เสียใจสุดๆจริงๆ เวลาที่ต้องออกไปอยู่ข้างหน้าเพื่อที่จะต่อสู้กับอะไรบางอย่าง ก็เข้มแข็ง เล่นละครตบตาคนอื่นได้อย่างแนบเนียน แต่พอมาอยู่ในจุดที่อยู่กับตัวเองกับคนใกล้ชิด ก็อ่อนแอได้อย่างเต็มที่ เลยรู้สึกว่าคนนี้เป็นคน มัน real จริงๆ

Apichat_khanthavithi_Game_of_thrones_thepeptalk_3_20170724_skillsolved_headhunter

PROFESSIONAL CONSULTANT/ HEADHUNTER
คนที่มีความเป็น Influencer สูงหรือเข้าใจคนทุกเลเวล คือ Tyrion เป็นคนที่มีความเป็นนักการทูตสูงด้วยตำแหน่ง มองคนขาด อ่านคนออก เลือกวิธีการที่จะโน้มน้าวคนได้ง่าย รู้ว่าถ้าไปคุยกับ The Hound จะคุยยังไง คุยกับพ่อ คุยกับเซอร์ซี จะคุยยังไง เพื่อให้ได้ผลลัพท์อย่างที่เขาต้องการ รวมถึงเขาสามารถเป็นที่ปรึกษาแบบที่มีความน่าเชื่อถือ ไม่ค่อยมีคนระแวงเท่าไหร่เมื่อคุยกับเขาได้สักพักนึง ด้วยคำแนะนำบางอย่าง ด้วยน้ำเสียง ด้วยวิธีคิดที่เขาให้ คนที่คุยกับทีเรียนจะเชื่อใจ แล้วบางครั้งก็จะเอาสิ่งที่ทีเรียนบอกไปปฏิบัติ แลดูจะเข้ากับบทบาทการมีจริยธรรมและเอาใจใส่กับผู้สมัครทุกคน

RECRUITERS HALL OF FAME
(ลักษณะคนนี้ไร้ความด่างพร้อยในออฟฟิศ ชอบหาโอกาสใหม่ๆ มานำเสนอ วาทะคมคาย รู้วิธีพูดให้คนอยากลองเปลี่ยนงาน หรือเข้าร่วมทีมใหม่ที่ดีกว่าทีมปัจจุบัน) Samwell เพื่อนของ Jon Snow ครับ แม้ว่าผู้หญิงจะมีลูกแล้ว ก็ไม่สนใจเรื่องนั้น ก็จะดูแลเขา เวลาจอนจะไปไหนก็คอยตักเตือนนู่นนี่นั่น ชอบการอ่าน รักการอ่าน แล้วก็ดูแลห่วงใย เป็นลักษณะบุคลิกของผู้ชายตัวอ้วนๆ หน้าตาใจดี ดูแลทุกคนบนโลกได้ แต่จะไม่มีความเด็ดขาด

RECRUITING STRATEGIST
Littlefinger เป็นคนที่ระบบการวางแผนดี แต่ปฏิบัติเองไม่ค่อยได้ ถ้าเขาจะได้อะไรสักอย่างนึง เขาต้องไม่ใช่คนที่ปฏิบัติเอง เขาจะต้องเป็นคนที่คิดและชักใยให้คนอื่นไปทำ ไม่ว่าจะ direct หรือ indirect เขาอาจจะได้ผลลัพท์ที่ช้าที่สุด แต่เขาสามารถเห็นภาพรวมได้ทั้งโลกว่าเขาต้องไปชักใยกับใคร พอหยุดกับคนนี้ปั๊ป เขาต้องไปเป็น Partner กับอีกคนนึง เขาถึงจะมีชีวิตรอด เหมือนเป็นคนที่อันตรายที่สุดในออฟฟิศ ทำเพื่อองค์กรแบบสุดตัว บางครั้งดูเหมือนเป็นคนใจร้าย แต่ลึกๆ เป็นคนดี

MARKETING/ PR
คนนี้ต้องเป็นคนที่เข้ากับผู้บริหารได้ดี เป็นคนที่รู้จักของผู้คนตามสายงานต่างๆ ทั้งที่เกี่ยวข้องกับธุรกิจของเราโดยตรง คู่แข่งทางการค้า ลูกค้าหน้าใหม่ หรือ Supplier ที่น่าสนใจ เพื่อโอกาสที่จะเปิดการค้าต่อกันในอนาคต คือ คนที่คอยสร้างเครือข่ายหรือ Connection ธุรกิจ เพราะฉะนั้น ท่าน Lord Varys คนนี้ก็เป็นคนที่บุคลิกนิ่งๆ จะเข้าหาคนเลเวลสูงบ่อยๆ ว่าคนไหนต้องทำอะไร เป็นคนที่ขี้เม้าท์บ่อยๆ รู้ทุกเรื่อง

Apichat_khanthavithi_Game_of_thrones_thepeptalk_2_20170724_skillsolved_headhunter

ตัวละครที่สอนกลยุทธ์เรื่อง
ศาสตร์การบริหารทีมงาน
ยกให้ Khalisee ครับ เป็นเจ้าแม่มังกรที่โตมากับความอ่อนแอ มีความบังเอิญที่ได้มาเป็นผู้บริหาร จากน้องคนเล็กสุดขอครอบครัว ก็ต้องมาเป็นผู้บริหารระดับสูง จุดเด่นของคาร์ลิซีคือมีทั้งพระเดชและพระคุณ เขาเลือกใช้ทั้งสองอย่าง เขารู้ว่าสิธีการที่จะได้ใจลูกทีมคืออะไร จังหวะที่จะเด็ดเดี่ยว จังหวะที่จะ Make Decision เขาทำ ถ้าต้องยึดเมืองสักเมือง ในขณะที่คนอื่นเลือกที่จะฆ่าให้หมด แต่เขาเลือกที่จะไม่ฆ่า เขาจะทำให้ทุกคนที่นี่ยังใช้ชีวิตเหมือนเดิม และรักเขา สุดท้ายคนเหล่านี้ก็จะทำงานให้กับคาร์ลิซี ตัวเขาเองมีกองทัพที่ใหญ่มาก ในขณะที่ตัวเขาเองเป็นผู้หญิงที่ดูแลทั้งกองทัพ ดังนั้นคาร์ลิซีก็เป็นคนที่มีความเป็นผู้นำ และใช้ทักษะความเป็นผู้นำได้ดี (4 บทเรียน ผู้นำที่ดี จาก GAME OF THRONES)

ตัวละครไหนใน GOT คือ JOB HOPPER
Bronn เต็มไปด้วยความทะเยอทะยานสูง แต่ไม่มีข้อผูกมัดที่แท้จริง เทียบกันแล้วเหมือน Candidate ที่เปิดโอกาสตัวเองเสมอๆ เขาจะฟังข้อเสนอจาก Headhunter ก่อน และถ้าคุณให้สิ่งที่เขาต้องการได้เพียงพอ เขาก็พร้อมจะกระโดดเรือลงอ่าวไปกับคุณทันที เป็นผู้สมัครที่เก่ง กระหายความความก้าวหน้าอยู่ตลอดเวลา

การเป็น JOB HOPPER มันไม่ดีจริงๆ หรือ?
แต่ก่อนเราจะมองคนที่เปลี่ยนงานบ่อยๆ อยู่ไม่นานแล้ว Move ออกไปเป็นคนเหยาะแหยะ เหยียบขี้ไก่ไม่ฝ่อบ้าง ไม่มีความพยายามบ้าง ถ้ามี 100% แน่นนอนต้องมีส่วนนั้นอยู่บ้าง แต่ที่เหลือผมมองเป็น 2 ส่วน ข้อแรก คือ เกิดขึ้นจากการที่ ทุกวันนี้ Opportunity ในตลาดมีเยอะ เด็กรุ่นใหม่มองเห็นโอกาสได้ง่ายมาก ช่องทางเข้าถึงการสมัครงาน ตลาดงาน Candidate มีหลาย Channel สำหรับเราที่อยู่ใน Gen นี้ ทุกอย่างเร็วไปหมด ถ้าเป็นรุ่นก่อนจะสมัครงานทีนึง ต้องเดินไปที่บริษัท ไปดูซิว่าตึกที่เขาประกาศอยู่ตรงไหน ดูในหนังสือพิมพ์ ดูในหนังสือประกาศหางาน มองย้อนกลับไปมันยากนะที่เราจะเห็นโอกาสงานๆ หนึ่ง ฉะนั้นถ้าได้งานแล้วเปลี่ยนบ่อย ณ ตอนนั้น มักถูกมองว่าไม่สู้งาน

สมัยก่อน ข้อมูลลึกๆ บางทีเราไม่รู้เลยด้วยซ้ำ บริษัทไหนจ่ายเท่าไหร่ มีสวัสดิการดีไหม ระบบการดูแลพนักงานดีแค่ไหน มีตำแหน่งอะไรที่มัน Challenge บ้าง แต่ปัจจุบัน อยากหาข้อมูลก็มีรอเต็มไปหมด รู้ได้จากคนที่รู้จักและไม่รู้จัก เราสามารถเข้าไปโพสท์ใน Pantip เพื่อถามว่า ‘พี่ บริษัทนี้มันเป็นยังไง น่าสนใจมั้ย น่าลองสมัครงานรึเปล่า? ’ สิ่งนี้เป็นตัวทำให้คนรุ่นใหม่เห็น Opportunity เยอะไปหมด อย่างงี้แล้ว จำเป็นหรอที่ทุกคนจะต้องทำงานอยู่ที่เดิม ถ้ามันไม่ได้ตอบโจทย์ในชีวิตของเขา

Apichat_khanthavithi_Game_of_thrones_thepeptalk_4_20170724_skillsolved_headhunter

ข้อที่ 2 คือ เรื่องของ Passion …
เราถูกปลูกฝังกันมาระยะนึง สิบปีโดยประมาณ ทุกคนตอบเสมอว่า ‘ผมอยากทำงานตาม Passion’ ‘สิ่งนี้คือที่สุดในชีวิตของฉันละ ฉันอยากอยู่ในงานที่ทำให้รู้สึก Happy ที่สุด’ จนผมอายุ 30 กว่า ผมยังไม่เจอเลยว่า Passion ของผมคืออะไร ผมอาจจะมาเจอตอนนี้ก็ได้ พอมาเจอปั๊ป ลองปั๊ป คลิ๊กเลย ผมเปลี่ยนทันที ผมอาจจะยอมทิ้งเงินเดือนเป็นแสน เพื่อเริ่มใหม่กับงานบางอย่างที่เงินเดือนลดลงมา แต่ผมรู้สึกว่านั่นน่ะคือสิ่งที่ผม Happy ที่สุด ผมตอบโจทย์ที่สังคมพยายามหล่อหลอมว่า ผมต้องใช้ชีวิตบน Passion แล้วผมจะอยู่ได้นานและมีความสุขที่สุด อีกส่วนนึงก็คือ พอเราอยู่กับคำว่า Passion เยอะๆ Passion กลายเป็นคีย์เวิร์ดที่มีอิทธิพลกับเราค่อนข้างมาก โดยเฉพาะกับคนรุ่นใหม่ ถ้าเขาไปเจองานที่มันไม่ตอบสนอง Passion ของเขา ณ วันนั้น เขาอาจจะรู้สึกว่าจำเป็นต้องเปลี่ยนไปอีกงานนึง เพื่อตอบสนองอะไรบางอย่างในชีวิตของเขาได้ เป็นเรื่องง่ายที่เด็กจะขยับจาก A B C ได้ง่ายขึ้นกว่าเดิม

ผมยกตัวอย่าง เด็กกลุ่มนึงที่อยู่ในสังคมที่ดีหน่อย มีพื้นฐานครอบครัวที่ค่อนข้างดี มีคนซัพพอร์ต เขาไม่ได้มีความลำบากอะไรในการต้องไปทนทำงานที่เขาไม่ชอบ ถ้าไม่มีงานทำ ครอบครัวก็ยังซัพพอร์ทเขาในระยะนึงได้จนกว่าเขาจะเจองานที่ชอบจริงๆ แล้วเด็กกลุ่มนี้เป็นเด็กกลุ่มที่เก่งซะด้วย ด้วยพื้นฐานครอบครัวดี ครอบครัวส่งเสริม ทำให้เขามี Potential ในการทำงานที่หลากหลาย พอเจอโอกาสใหม่ที่คิดว่าใช่กว่า เขาก็ไป เกิดเป็น Cycle Job Hopper แบบนี้ วงจรนี้ไม่ได้เกิดขึ้นแต่กับ White Collar นะครับ ถ้าไปเช็คจริงๆ พวก Blue Collar ก็มีการหมุนงานแบบนี้ก็บ่อยเหมือนกัน

การที่เป็น JOB HOPPER ก็ยังเป็นอุปสรรคสำหรับตำแหน่งสูงๆ อยู่ใช่ไหม ?
เป็นทั้ง Threat และ Opportunity ครับ Job Hopper มี 2 มิติ เวลาที่ดู Job Hopper ต้องพิจารณาว่า Opportunity วิ่งมาหาเขา หรือเขาวิ่งไปหา Opportunity คนที่เป็น Job Hopper บางคนเขานั่งอยู่เฉยๆ แต่โอกาสวิ่งเข้าใส่ตลอด แม้ว่าเขาจะมีประวัติการ hop บ่อยๆ เพราะเขารู้ว่าคนนี้เป็นเบอร์ 1 ในวงการนี้ คนนี้มันเจ๋งจริง ไปที่ไหนก็มีคนอยากได้ เพราะงั้นเขามีสิทธิ์เลือก เขาอยากเลือกจาก A ไป B หรือ B ไป C หรือ C ไป D เมื่อไหร่ก็ได้

ในขณะที่อีกกลุ่มเป็นพวกมี Potential วิ่งไปหางาน คีย์ของเขาคือ อาจจะเป็นคนที่ Influence คนอื่นได้ง่าย สามารถที่จะพูดจูง หรือทำให้คนอื่นเชื่อถือได้เก่ง ถ้าบริษัทนั้นๆ กำลังมองหาคนที่มีความชำนาญด้านนี้ จะปล่อยเขาไปทำไม นึกออกไหมครับ มันขึ้นอยู่กับว่าตำแหน่งนั้น ที่บริษัทต้องการ ต้องการอะไร? บริษัทต้องการคนที่มีสกิลสามารถ Influence คนอื่นได้ดีหรือเปล่า คนที่เป็น Job hopper ยังไงวันนึงเขาก็ต้องหยุด แต่เขาจะหยุดด้วยเหตุผลอะไร วันนี้ก็ต้องกลับมามองว่าบริษัทเจ๋งพอที่จะดึงคนนี้เอาไว้ได้อยู่รึเปล่า

อะไรก็ตามที่เป็น Investment ให้ Job hopper อยู่กับเรา Long Termที่สุดแล้ว
บริษัทส่วนมากก็ไม่กล้าทำ เพราะเทรนด์มันทำให้เขาไม่กล้าลงด้วย
มองในเรื่อง Make decision อาจจะดีกว่าการดูในเรื่องของ ROI ในระดับ Senior Level นะครับ ผมคิดว่าการทำ Assessment จะช่วยให้บริษัทเข้าใจคนระดับนี้มากขึ้นอีก ปกติเวลาที่เราสรรหา C-Level เนี่ย ทุกคนเก่งอยู่แล้ว พร้อมที่จะมาทำงาน ตอบยังไงก็ดีหมด แต่เราจะทำยังไงให้รู้ Insider ของเขาได้ ยิ่งเขาโตมาในระดับนี้แล้ว เขาต้องมีวิธีการ Control ตัวเอง และวิธีการนำเสนอต่อคนอื่นๆ เขาต้องควบคุมภาพลักษณ์ของตนเองพอสมควร แต่ทำยังไงให้เราไปรู้สิ่งที่มันอยู่ใต้ภูเขาน้ำแข็งของเขาให้ได้มากที่สุด คีย์ที่ทำให้เขารู้สึกว่าไม่ comfort ที่จะอยู่ที่นี่อีกต่อไป เหตุผลจริงๆ ที่เขา Hop บ่อยๆ คืออะไร รู้ว่าปัจจัยไหนน่าจะ Influence เขามากที่สุด แล้วกลับมาดู Character กับ Completency ของเขาว่า Match กับตัวองค์กรหรือเปล่า ผลจาก Assessment จะเป็นตัวที่ช่วยผู้บริหาร Make Decision ให้ง่ายขึ้น

Apichat_khanthavithi_Game_of_thrones_thepeptalk_5_20170724_skillsolved_headhunter

การเป็น HR IN HOUSE มีความกดดันอย่างไรบ้าง ?
HR มีหลายมิติ ความกดดันจะเกิดจากอะไร ผมมองว่าใครคือลูกค้าของเรา ถ้าเป็น HR Corporate ลูกค้าคือตัวพนักงานของเรา คนที่เป็นผู้บริหารของเรา กลุ่มเหล่านั้นคือคนที่เราจะต้องตอบสนองเขาให้ได้ ในขณะที่ถ้าออกมาเป็น HR Consultant ลูกค้าของเราคืออะไร คือผู้บริหาร ไม่ใช่ตัวพนักงาน ความกดดันเกิดขึ้นคนละมิติ

HR ยุคเก่าๆ ยังรู้สึกว่าตัวเองเป็นเหมือนฝ่ายปกครองในโรงเรียน เขาจะมองพนักงานอีกรูปแบบนึง ทำให้พนักงานอยู่ด้วยแล้วไม่มีความสุข ไม่เกิด Co-operation ที่ดี พอเป็นแบบนี้ การขอความร่วมมือต่างๆ มันจะไม่ค่อยเกิด ผลที่ตามมาคนก็จะไม่ค่อยชอบ HR แต่ถ้าเรา Transform ตัวเอง ลองมองว่าพนักงานคือ ลูกค้าที่เราจะดูแล (แต่ไม่ใช่อยากได้อะไรให้ทุกอย่างนะ) เป็นตัว Employee Champion ให้กับพนักงานได้ ทำนองเดียวกันยังเป็นได้ทั้ง Business Partner กับทางผู้บริหารได้ด้วย บาลานซ์ทั้ง 2 อย่างไปด้วยกันให้ได้ มุมมองเราจะเปลี่ยนไปละ

คนคือ ต้นทุนอย่างนึงของบริษัท ถึงแม้เราจะพยายามมองว่ามันคือทรัพยากร แต่ก็ต้องบอกว่าคนคือ Material นึงที่ช่วยดันให้บริษัทประสบความสำเร็จ บริษัทมองว่าจะใช้คนยังไงให้คุ้มค่า มีประสิทธิภาพสูงสุด และก็ต้องทำให้คุ้มค้ามากกว่าที่บริษัทเสียไป อันนี้คือโลกความจริงนะครับ เหมือนเราทานข้าวร้านนึง เราก็รู้สึกว่าเราอยากทานให้มันอิ่มที่สุด อร่อยที่สุด ถูกที่สุด เหมือนกันครับ

ขณะเดียวกันพนักงานก็มองหา ทำงานน้อยที่สุดแล้วได้เงินเยอะที่สุด HR ต้องเป็นคนช่วยหาจุด Equiplibrium ระหว่าง 2 ฝั่ง HR ต้องมีทั้งหลักรัฐศาสตร์การปกครองคน หลักจิตวิทยา แล้วก็หลักในเรื่องของนิติศาสตร์ และไม่ไหร่ก็ตามที่เกี่ยวกับคนก็ต้องพ่วงในเรื่องมนุษยธรรมเข้ามาด้วย ถ้าใช้หลักนิติศาสตร์อย่างเดียว แล้วไม่มีมนุษยธรรมเลย มันก็จะเป็นการทำงานแบบเผด็จการ สุดท้ายก็ไม่มีใครอยากจะทำงานให้กับบริษัท

Facebook Comments

  • Share this post

Related Posts