THE PEP TALK: ยากแค่ไหนกับการหาคนที่เป็น ‘ลูกบ้า’ เหมือนกันมาทำงาน ‘ด้วยกัน’ (อมฤต เจริญพันธ์)

คิดว่าอะไรทำให้คนอยากเข้ามาทำงานกับ HUBBA?

HUBBA ก็คือ HUB ของคนบ้า เรามองว่าทุกคนมีลูกบ้า มีความคิดต่าง มีความมุ่งมั่นที่จะเปลี่ยนแปลงโลกหรือสังคม เปลี่ยนไอเดียเป็นความจริง แล้วสามารถนำไปต่อยอดเป็นธุรกิจได้ หาคนยากมากครับ ตอนแรกๆ ต้องเรียกว่าทำทุกวิถีทาง ฉุดกระชากลากถู เพราะโดยธรรมชาติของ Startup คือเราไม่สามารถให้เงินเดือนเยอะๆ ได้ในช่วงแรก เรื่อง Benefit เรียกว่า Lean มาก เพราะช่วงธุรกิจเริ่มต้น เราต้องโฟกัสที่การเติบโตและความมั่นคงของบริษัทก่อน แต่มันมีเหตุผลว่าทำไมคนถึงยอมมาทำด้วย เพราะเงินไม่ได้เป็นปัจจัยที่สำคัญที่สุด เขารู้สึกว่ามีอะไรที่มีคุณค่ามากกว่านั้น ทีมงานของผม โดยพื้นฐานทุกคนมีความสนใจในการเป็นผู้ประกอบการ แต่อาจจะยังไม่พร้อม เนื่องด้วยยังไม่มีไอเดียหรือทีม แต่เขาอยากอยู่ในบรรยากาศที่ได้ซึมซับพลังงานบวกบางอย่าง ได้เรียนรู้ มีเพื่อนในวงการและสร้าง Network ไปพร้อมๆ กัน ดังนั้น สิ่งเดียวที่ทำให้ทุกคนหลงใหลอยากมาทำ HUBBA ก็คือ “Experience” ครับ

เรียกได้ว่า HUBBA เป็น Opportunity เก็บเกี่ยวประสบการณ์ ก่อนที่เขาจะผันตัวเองไปทำอะไรของเขาเองในอนาคต ใช่ไหมครับ?

ครับ พนักงานเราเลือกเรียน Class ไหนก็ได้ที่เรามี Free of Charge สามารถคุยกับใครก็ได้ตั้งแต่ CEO บริษัทในตลาดหลักทรัพย์ ยันสมาชิกชาวต่างชาติที่แวะเวียนมา เขามาทำงานแต่ไม่เหมือนมาทำงาน อารมณ์มานั่งคิดวิถีว่า ทำยังไงให้คนที่อยู่ใน Space ผู้ประกอบการมีประสบการณ์ในการนั่งทำงานที่สนุกมากขึ้น มี Network ที่ใหญ่ขึ้น มีการพัฒนา Personal Development และ Skill ของเขาที่มากขึ้น เราอยากดึงดูดคนที่ชอบทำงานกับช่วยเหลือคนอื่นไปในเวลาเดียวกัน มันเป็นสิ่งที่ไปควบคู่กันได้ ไม่ต้องแยกทำอย่างใดอย่างหนึ่ง

แสดงว่า HUBBA ส่งเสริมในเรื่องของ Personal Growth กับพนักงานมาก?

แน่นอนครับ เราเข้าใจหัวอกของลูกทีมเรานะครับ ทุกคนก็อยากได้เงิน อยากมี Benefit ต่างๆ ที่ทำให้เขาดูแลตัวเองและครอบครัว มีกำลังใจตื่นขึ้นมาทำงานได้ทั้งนั้น  หนึ่งใน Core Pillar ที่สำคัญของ HUBBA  คือเราต้องการเป็นองค์กรที่ Self-Managing ทุกคนรู้สึกจริงๆ ได้ว่า เขาเหมือนเจ้าของกิจการ มี Ownership และออกไอเดียอะไรก็ได้ เขา Take action คิด Project ใหม่ๆ ที่ส่งผลดีต่อ HUBBA Members และลูกค้าเราได้

หน้าที่ผมก็คือ C-Level เป็น Coach หาเงินมาให้ใช้ หาโอกาสต่างๆ เข้ามา แล้วปั้นให้เขาสามารถที่จะ Execute Project ทำในสิ่งที่เขาอยากทำ แล้วเราก็จะ Respect ว่าเขาเป็น Adult ที่มีความคิดความอ่าน มีศักยภาพ ถ้าเขามีไอเดียว่าอยากให้บริษัทเติบโตขึ้นยังไง สามารถมา Feedback ผมได้เลย แล้วเราก็คุยกันแฟร์ๆ ถึงความเป็นไปได้ ทุกคนมีสิทธิ์ Debate, Disagree สุดท้ายเราก็จะหาจุดตรงกลางแล้ว Commit ไปด้วยกัน เพราะถ้าลูกค้าเรา Happy มากขึ้น บริษัทมันเติบโตขึ้นไปตาม พอวัฒนธรรมเราเป็นแบบนี้ น้องๆ ก็รู้สึกว่าการทำงานที่ HUBBA ไม่ใช่ว่ามี  Boss มาสั่งเขา แต่จะรู้สึกว่าได้ลงมือทำจริงๆ

เพราะการมี Company Culture แบบที่เล่ามาด้วยไหมครับ เป็นองค์ประกอบที่ทำให้ Turn over Rate ของคนที่ทำงานกับ HUBBA น้อย?

บางคนถึงแม้ออกไปแล้วก็มีที่กลับมาเป็น Freelance เยอะ อย่าง Event ล่าสุดที่เราจัดก็มี Ex Employee กลับมาช่วย 10 คน และผมก็รับรู้ว่าพนักงานที่ออกไปแล้วอยากกลับมาทำงานที่นี่อีกครั้งบ่อย ซึ่งผมก็แปลกใจเหมือนกันครับ ผมว่าส่วนหนึ่งที่ทำให้เราแตกต่าง คือ ทักษะการ Convince ของ Founder ให้คนอยากเข้ามาร่วมสร้างฝันไปกับเราได้ ไม่ใช่แค่เพราะมี Passion อย่างเดียว แต่ต้องสร้าง Energy และแรงบัลดาลใจให้คนมุ่งไปด้วยกันได้ด้วย

อีกสิ่งหนึ่ง คือ ตัวงานของ HUBBA มีความ Challenge และ Opportunity ให้พนักงานเติบโตอยู่ตลอด แต่ไม่ใช่ว่าเราจะรีบโต ทำอะไรเร็วเกินไป เราอาจจะไม่มีเงินถุงเงินถังพร้อมที่จะ Spend อะไรก็ได้ ผมคิดว่าเราค่อยๆ เรียนรู้ไป ให้ธุรกิจมี Consistent Growth ให้คนรู้สึกว่ามันท้าทาย มันไม่ง่ายแต่ก็ไม่ยากเกินไป บางครั้งเรามีไอเดียบ้าๆ เยอะแต่เราก็จะทำไม่ทำให้ทุกคนในทีมรู้สึกว่ากดดันมากเกินไป

hubba-interview-info-2

ยากแค่ไหนกับการหาคนที่เป็นลูกบ้าเหมือนกัน

เราเคยเจอกับปัญหาการพัฒนา Skill ของพนักงาน ผมในฐานะ Founder ไม่ค่อยมีเวลาไปเทรนให้พนักงานโดยตรง ตอนนั้นเราไม่ได้มี Senior Leadership หรือ Management ที่มีเวลาไปเทรนแทนเรา บางครั้งเราตั้งโจทย์ที่มันท้าทายมาก มีน้องๆ ที่คิดว่ามันยากเกินไปที่จะทำให้สำเร็จตามเป้าที่วางไว้ รู้สึกว่า Hopeless เลยถอดใจ เราก็เลยค้นพบว่าปัญหาที่ HUBBA และ Startup ส่วนมากฟันฝ่ามานาน คือการพัฒนาคนไปด้วย ปัจจุบันเรามี Leader 12 ท่าน ที่เต็มไปด้วย Skills ที่สามารถ Manage งานตัวเองแล้วก็ Manage เทรนคนใหม่ๆ ได้ ซึ่งกว่าจะมาถึงจุดนี้ ผ่านร้อนผ่านหนาวมานับไม่ถ้วนครับ

ที่ผ่านมาเคยมี Stereotype ทางด้านอาชีพเกิดขึ้นกับ HUBBA บ้างไหม?

Stereotype เมื่อก่อนอาจมีบ้าง เกิดจากการที่เราอ่าน Resume แล้วเราคิดว่าคนนี้มาจากคณะนี้ เคยทำสิ่งนี้มาก่อน ตอนสัมภาษณ์เขาบอกว่าสนใจเรื่องนี้ แต่จริงๆ เขาไม่เหมาะกับสิ่งนั้นเลยก็มีเยอะครับ ผมเจอคนเก่งๆ ใน HUBBA มากมาย เราก็จะคิดว่าคนนี้น่าจะเหมาะกับ Role นี้ จากการที่เราเคยทำงานกับเขา แต่นั่นเป็นความรู้สึกรวมๆ Interview อย่างเดียวไม่พอครับ มันมักจะมีอะไรบางอย่างที่ Uncover in Profile

มีหลักอะไรในการตัดสินใจจ้างพนักงานเข้ามาจอยทีม?

เราใช้แนวคิดแบบ Google เวลาสัมภาษณ์ต้องไม่ใช่แค่ HR กับ CEO แต่ควรมี Manager มีฝั่งที่เราเรียกว่า Team People คนในทีมนี้จะเห็น Candidate จากหลายๆ Team แล้วจะรู้ว่าบางทีคนนี้เหมาะกับอีก Team มากกว่า นอกจากนั้นเราใช้ Platform ตัวหนึ่งชื่อ Fingerprint for Success เป็นเครื่องมือในการเข้าถึงความคิดของ Candidate เพื่อดูว่าเขาเหมาะกับ Role นั้นหรือเปล่า

คนส่วนมากตอนสัมภาษณ์ก็จะบอกว่ามี Passion และอยากทำที่ HUBBA เขาอาจมีความเก่ง มีประสบการณ์จริง แต่อะไรคือสิ่งที่ Motivate เขาได้ดีที่สุดนั่นคือสิ่งที่เราอยากรู้ บางคน Motivate by Money อาจเหมาะกับ Salesperson หรือ Finance Role แต่ถ้าคุณไม่ได้ถูก Motivate จากยอด แล้วมาทำในส่วนที่ถูก Driven ด้วยเป้ากับเงิน คุณคงไม่ Happy มีหลายคนที่ทำงานตรงสายมาตลอด แต่เวลาให้ทำงานจริงๆ กลับทำออกมาไม่ได้ดีเท่าที่เราคาดไว้ พอเราใช้ Fingerprint for Success กับเขาเลยเจอทางสว่าง จริงๆ แล้วมันมีอีก Role ในบริษัทที่ Motivate เขาได้มากกว่า พอลองเปลี่ยนให้ไปทำ เขากลายเป็น Rock Star ไปเลย

อีกส่วนหนึ่ง คือ การได้ลองทำงานร่วมกัน เรามี Probations Period และที่ Advance กว่านั้นคือ เราให้มาทำเป็น Freelance ให้มาลองทำเลย หรือบางทีเรามี Event คุณมา Volunteer แล้วก็มาลองดู พอมาทำงานด้วยกันแล้วมันก็จะเห็นว่า Chemistry ตรงกันไหม Senior Leadership ของเราเริ่มจากการเป็น Freelance, Contract ทำไปทำมาเราจะรู้เลยว่าคนนี้ต้องดึงมาเป็น Fulltime

จากวันแรกที่เปิดตัว HUBBA มาจนถึงวันนี้ ไม่ใช่แค่ไอเดียต่าง แต่เป็นความจริงได้ด้วย

Idea ของ HUBBA ในตอนที่มันเป็น Early stage เราก็คิดว่ามันง่าย ไปดูใน Google, Youtube จะพบ Co-Working Space มากมาย สถิติในปี 2012 ปี มีจำนวนของ Co-Working Space ที่เปิดใหม่เกิน 100% เราก็รู้สึกว่ามันเป็น Unstoppable Trend ไม่ใช่แค่ร้านกาแฟที่เป็น Co-working space ตกแต่งให้ดู Hipster มากขึ้น แต่มันเป็นการเปลี่ยนแปลงวิถีการทำงานของคน ให้อยากมาเป็น Freelance หรือมีหลายๆ Jobs พร้อมกันมากขึ้น

Co-Working Space ในเมืองไทยส่วนมากเน้นที่ด้านกายภาพ การสร้างพื้นที่ให้สวย ใหญ่และใกล้รถไฟฟ้าที่สุด เน้นที่ Function ให้มีอุปกรณ์ครบ แต่ผมคิดว่า Emotional Benefit ก็สำคัญไม่แพ้กัน ลูกค้าจะอยู่กับเรานานๆ เราต้องดูแลเขาดี ช่วยให้เขาเจอกับคนที่เขาต้องการได้ มาแล้วเขาสามารถขอคำปรึกษาคนอื่นเพื่อแก้ปัญหาธุรกิจของเขา HUBBA ไม่ได้ต้องการเป็น Space ที่ใหญ่ที่สุดหรือมี Option Facility เยอะที่สุด แต่เราจะทำพื้นที่ให้มีประโยชน์ที่สุดและสามารถเป็น Destination ให้ได้ เพราะเราให้ได้มากกว่าแค่ Co-Working Space

อะไรที่ทำให้คนติดใจ HUBBA แล้วกลับเข้ามาอีกเรื่อยๆ?

หลายคนทำงาน Corporate มานาน เบื่อระบบเบื่อการเมืองเดิมๆ ความจริงแล้วเขาอาจมีไอเดียที่ดีกับตัวบริษัท อยากลองสร้าง Project ใหม่ขึ้นมา แต่ไม่มีพื้นที่ในการทำ อยากเปลี่ยนจากการเป็นแค่พนักงานประจำกลายเป็นให้บริษัทมาลงทุนในตัวเขา ในอดีตก่อนที่วงการ Startup จะมีเรื่อง Corporate Ventral Capital ไม่มีใครนึกว่าตัวเองทำงานประจำอยู่ดีๆ จะมาทำธุรกิจร่วมด้วยได้ จากการเอาไอเดียมา Pitch เจ้านาย ถ้าเจ้านายสนใจลงทุน แทนที่จะเป็นลูกจ้าง กลายมาเป็น Startup แทน

HUBBA เป็น Co-Working Space ที่เอื้ออำนวยต่อแนวคิดนี้ พื้นที่รวมตัวของคนที่มีไอเดียใหม่ๆ เหล่า Developer, Coder, Designer รวมถึงคนที่เป็น Investor ด้วย เป็นพื้นที่เปิดที่ต้อนรับทุกคน ใครจะมาก็ได้ เราพยายามทุกวิถีทางให้เป็นพื้นที่เปิด แล้วคน Experience สิ่งที่ดีที่สุด กลับไปแล้วเขามีอะไรย่อยอดให้ธุรกิจเติบโตได้เร็วกว่าเดิม

เราเคยเป็น User เลยเข้าใจว่าแต่ก่อนที่ไปนั่งร้านกาแฟ พยายามจะทำงานมันลำบากแค่ไหน เสียงก็ดัง เดี๋ยวเน็ทล่ม นั่งไม่สบาย แสงก็ไม่พอ ร้านกาแฟเขาก็มีหน้าที่ชงกาแฟให้อร่อยแล้วก็จัดการบรรยากาศให้น่านั่งชั่วคราว ส่วนถ้าจะไปเช่า Service Office เราค้นพบว่าอาจจะถูก แต่ต้นทุนจริงๆ แพงมาก มีเรื่องของสัญญา กฏเกณฑ์ค่อนข้างเยอะ เปิดปิดตามเวลาตึก ยังมีเรื่องของ Hidden Cost ที่เยอะมากเดียว ดังนั้นเราเข้าใจ Pain Point ของลูกค้าดี ผมเองก็ Encourage ให้น้องๆ นั่งทำงาน Co-Working Space ที่อื่น ตามร้านกาแฟ, Services Cffice ให้เขารู้ด้วยตัวเขาเองว่าเป็นลูกค้าแล้วเจออะไรเองบ้าง

Facebook Comments

Related Posts