• Source Code : 202 Dare to accept

    กล้าที่จะยอมรับ (ความเปลี่ยนแปลง) ด้วย CREATIVITY + AI

    articles | By Theerakamon Kruakoon

    Summary Points :
    • 202 Accepted คืออะไร
    • กล้าที่จะยอมรับ (ความเปลี่ยนแปลง) ด้วย CREATIVITY + AI
    • เข้าใจว่าทำไม Creativity ถึงสำคัญ
    • เอาชนะความกล้วด้วยการ Define your fears
    • ทลายกำแพง Multigenerational Workforce
    .
    202 Accepted คืออะไร?
    เมื่อเราป้อนข้อมูลผ่านบราวเซอร์ คำขอของเราจะถูกส่งไปที่เซิร์ฟเวอร์ ซึ่งถูกตอบสนองกลับมาในรูปแบบของ HTTP Status Code โดยสถานะ 202 Accepted หมายถึงการยอมรับคำขอ ก่อนที่จะดำเนินการประมวลผลต่อ และทำให้เกิดการเปลี่ยนแปลงในสเตจต่อไป

    เมื่อเรามองมุมกลับ 202 Accepted สะท้อนมาถึงตัวเรา ในการยอมรับและเข้าใจความเปลี่ยนแปลงที่เกิดขึ้นอยู่เสมอในโลกดิจิทัล เพื่อให้เราก้าวทันโลกที่ไม่เคยหยุดนิ่งนี้ได้
    .
    DARE TO ACCEPT 
    กล้าที่จะยอมรับ (ความเปลี่ยนแปลง) ด้วย CREATIVITY + AI
    ถ้าอยากอยู่รอดในสังคมดิจิทัล เราต้องยอมรับว่า “CREATIVITY + AI IS THE KEY” เพราะมันเป็นตัวแปรสำคัญที่ทำให้เรามีความกล้าที่จะเปลี่ยน กล้าลงทุน กล้าเสี่ยงกับความล้มเหลว กล้าที่จะใช้ความคิดสร้างสรรค์ของเราเป็นตัวนำทาง กล้าที่จะทลายกำแพงที่หลายคนมองว่าเป็นเรื่องยากที่จะเข้าใจ อย่างเรื่องของ AI (ปัญญาประดิษฐ์) ให้เข้ามามีบทบาทในการทำงานขอเรามากขึ้น เราทุกคนต้องอาศัยสองสิ่งนี้เพื่อเปลี่ยนความคิดสร้างสรรค์เล็กๆ ให้กลายเป็น Big Impact
    .
    เข้าใจว่าทำไม Creativity ถึงสำคัญ
    มีเทคโนโลยีอย่างเดียวไม่พอ มันอยู่ที่ความคิดสร้างสรรค์ในการปรับใช้เครื่องมือที่มีอยู่ให้เกิดอิมแพค สามารถสร้างความเปลี่ยนแปลงไปในทางที่ดีกว่าเดิม รวมทั้งแตกต่างจากสิ่งที่ใครๆ เคยทำมา ความคิดสร้างสรรค์ยังเป็นสิ่งที่ย้ำถึงความชาญฉลาดของมนุษย์ และเป็นสิ่งที่มนุษย์เราจะใช้ Challenge ความฉลาดของ AI อีกด้วย

    ตั้งแต่การใช้ประโยชน์ของ AI ในการปรับแต่งไอเดียของเราให้แตกแขนง ช่วยให้เราค้นพบคอนเซปต์ดีๆ จากทั่วทุกมุม และ AI ยังเป็นเครื่องมือที่เราใช้เพื่อเปลี่ยนไอเดียที่เราคิดว่าเป็นไปไม่ได้ “ให้เป็นได้”
    .
     เอาชนะความกล้วด้วยการ Define Your Fears
    เราต่างรู้ว่า AI จะเข้ามา Disrupt ธุรกิจและอาชีพของเราอย่างไรบ้าง แต่สิ่งที่เราควรจะรู้ต่อ คือวิธีไหนที่จะต่อกรคลื่นลูกใหญ่นี้ได้บ้าง? คำตอบก็คือ ใช้ความคิดสร้างสรรค์ของเรานั่นเอง

    แต่ศัตรูที่ร้ายกาจที่สุดของความคิดสร้างสรรค์ไม่ว่าจะเจนไหน คือ “ความกลัวว่าจะล้มเหลว” หลายครั้งไอเดียดีๆ ไม่ได้รับการต่อยอด ถูกลอยแพ จนมีคนมาตัดหน้าคว้าเอาไอเดียนั้นไปทำให้เกิดขึ้นจริงก่อน บวกกับการที่โมเมนต์ยูเรก้าไม่ได้เกิดขึ้นมาทันทีทันใด งานหนึ่งชิ้นต้องอาศัยระยะเวลา ผ่านการลองถูกลองผิด ต้องพบปัญหา พบทางตัน เพื่อที่จะได้เรียนรู้ จนเกิดเป็นงานที่ดีออกมาได้

    จริงๆ แล้วใครๆ ก็กลัวจะล้มเหลว แต่จุดต่างของคนที่ประสบความสำเร็จคือ ดึงเอาความกล้ามาปะทะความกลัว และถ้าจะทำแบบนั้นได้ คงไม่ใช่แค่การสะกดจิตตัวเอง แต่เป็นขั้นตอนของการ “DEFINE” เพื่อให้เรามองเห็นความกลัวที่ว่าเป็นรูปเป็นร่างมากขึ้น
    .
    1. เริ่มจากยอมรับ และเข้าใจว่าอารมณ์ความรู้สึกของเราเป็นอย่างไร เช่น กังวล คิดมาก หรือกลัว
    2. เรากำลังกลัวอะไร ภาพในหัวที่ทำให้ไม่กล้าจะคิดต่าง หรือยอมรับความเปลี่ยนแปลงคืออะไร เช่น กังวลว่าทำไม่ได้ กลัวคนอื่นคิดว่าไม่เก่ง หรือกลัวล้มเหลว?
    3. เมื่อถอยหลังออกมาจนเห็นภาพรวม เราจะเริ่มตอบคำถามตัวเองได้ รวมทั้งเห็นจุดที่เราควรเอาความกล้าลงไปเติม จนสามารถสร้างสรรค์ และทำให้ผลลัพธ์แตกต่างจากคนอื่นๆ ได้
    .
    ทลายกำแพง Multigenerational Workforce 
    แม้ว่า AI จะช่วยต่อยอดความคิดสร้างสรรค์ของเราไปได้อีกมาก จากข้อมูลจำนวนมหาศาลที่มาอยู่ในมือเราได้เพียงปลายนิ้วสัมผัส จนเราสามารถเอาเวลามาทุ่มให้กับการปลดล็อคไอเดียดีๆ ที่ซุกซ่อนอยู่ เรื่องนี้เรารู้กันดี แต่ถึงจะรู้และเข้าใจ ก็ยังมีอุปสรรค์ในการเปลี่ยนแปลงอยู่ดี
    .
    เพราะในโลกความเป็นจริง เราต้องทำงานกับคนหลากหลาย Gen มีกำแพงหลายอย่างที่ต้องทลายลง ทำให้การที่จะเปลี่ยนไปพร้อมๆ กันเป็นเรื่องหิน และถือเป็นความท้าทายอย่างมากขององค์กรที่จะต้องสร้างวัฒนธรรมให้เอื้อต่อการเปลี่ยนแปลง ที่สำคัญคือ กำแพงด้านการสื่อสารที่แตกต่างกันไปในแต่ละ Gen

    หากองค์กรไม่สามารถสื่อสารให้พนักงานเข้าใจได้ ก็ยากที่พวกเขาจะยอมรับความเปลี่ยนแปลงที่องค์กรพยายามผลักดัน เพราะการเข้าใจอย่างเดียวไม่เพียงพอ ตัวเรา และองค์กรต้องช่วยกันเปลี่ยน
    .
     ร่วมกันสร้าง Culture of Inclusion
    ทุกคนในองค์กรมีส่วนร่วมในการเปลี่ยนแปลง
    ก่อนจะเดินหน้าสร้างความเปลี่ยนแปลง องค์กรจำเป็นต้องส่งเสริมให้พนักงานพร้อมจะเดินหน้าไปด้วยกัน เริ่มจากการเพิ่มองค์ความรู้ให้พนักงาน สื่อสารให้แต่ละเจนได้เข้าใจ ไม่ว่าจะ Baby Boomer, Gen X หรือ Milllenials ที่ต้องการวิธีสื่อสารที่แตกต่างกันไป

    ทั้งหมดนี้ก็เพื่อพังกำแพงความกลัวที่จะเปลี่ยนแปลงของแต่ละเจนลง จนกระทั่งทุกคนยอมรับว่า “TRANSFORMATION IS POSITIVE” และมันก็มีพลังมากพอที่จะทำให้พวกเขาพร้อมร่วมมือสร้างสรรค์ และผลักดันให้ความเปลี่ยนแปลงด้านบวกนั้นเป็นจริงได้

    About The Author

    Theerakamon Kruakoon

    Facebook comments

    More from SkillSolved