• ต่อรองเงินเดือน แบบนักเจรจาเขาทำกัน (ไม่ว่าใคร ก็ควรได้รับค่าตอบแทนคุ้มเหนื่อย)

    articles | By Penny

    The Wise : คุณมีประสบการณ์ด้านนี้เยอะทีเดียว ทำไมถึงเรียกค่าตัวน้อยจังเลยครับ?

    (เสียงในสาย) : ตอบแบบเปิดอกเลยแล้วกันนะคะ ไม่รู้จะต่อรองยังไง จับต้นชนปลายไม่ถูก

    The Wise : (วางสายโทรศัพท์ …)

    The Hunt : เจอหลายคนเหมือนกัน High Profile Candidate เลย แต่เพราะความไม่รู้จะเริ่มต้นการเจรจายังไงให้บรรลุเป้าหมายนี่แหละ ทำให้พวกเขาได้รับค่าตอบแทนที่น้อยกว่าสิ่งที่เขาควรได้รับ

    The Wise : โทษนายจ้างอย่างเดียวก็ไม่ถูกหรอก ถ้า Candidate ไม่ได้พูดถึงรายได้ที่คาดหวังจากงานใหม่ให้ชัดเจน ตั้งแต่แรก

    The Hunt : นายอยู่วงการ Recruitment มาเกินสิบปีแล้ว ไม่มีใครไกด์พวกเขาได้ดีไปกว่านาย! มันป็นสิ่งที่ Headhunter อย่างเราถนัดกัน ทุกอาชีพควรได้ค่าตอบแทนที่สมน้ำสมเนื้อกับวิชาความรู้ Candidate ก็ควรได้เงินเดือนคุ้มเหนื่อย!

    สิ่งหนึ่งที่เราชาว Headunter เล็งเห็นจากการคุยกับ Candidate มานับไม่ถ้วน คือคนไทยเรามีความเกรงใจอยู่ในตัวสูง โดยเฉพาะถ้าต้องคุยเรื่องเงินเดือนจะกล้าๆ กลัวๆ จะเรียกมากก็เกรงใจคนจ้าง ครั้นจะเรียกน้อยก็จะเข้าเนื้อตัวเอง ซึ่งมันไม่ถูกเท่าที่ควร เรื่องเงินทองควรเปิดอกคุยกัน และคุยด้วยความ Sincere ขอเริ่มด้วยกุญแจ 3 ดอก ในการเจรจาต่อรองไม่ว่าจะเรื่องใดก็ตาม เพราะยิ่งคุณมีความเข้าใจถึงองค์ประกอบการต่อรองมากเท่าไหร่ คุณก็จะสามารถเตรียมตัวตอบคำถาม เจรจาได้ดีและประสบความสำเร็จได้มากขึ้น จำไว้ว่า “ดูเหมือน” ไม่ได้แปลว่า คุณเป็นรองเขา

    1..ข้อมูล: นายจ้างดูเหมือนจะรู้ความต้องการของคุณมากกว่า คุณรู้ความต้องการของพวกเขา
    2..เวลา: นายจ้างไม่ได้อยู่ภายใต้ข้อจำกัดของเวลาเหมือนกับคุณ
    3..พลัง: นายจ้างดูเหมือนจะมีอำนาจมากกว่าที่พวกเขาทำ

    แยกคิดเป็นสองส่วน
    ส่วนแรกเป็นพวกค่าใช้จ่ายที่ใช้ในการดำเนินชีวิต (ค่าเดินทาง ที่พัก ค่าอาหารว่ากันไป) คำนวณคร่าวๆ แล้วเอาไว้ในใจก่อน ส่วนที่สองคือค่าตัวเรา ก่อนอื่นเลยต้องทำความเข้าใจตลาดก่อนด้วย ถ้าคุณเพิ่งทำงานมาแค่ 1-2 ปี แต่คุณได้สร้างผลงานชิ้นโบว์แดงเอาไว้ คือผลงานที่โดดเด่นเข้าตากรรมการแน่ๆ ตอนเปลี่ยนงานสามารถเรียกได้ 10%-15% ของเงินเดือนเก่า ถือว่าสมเหตุสมผล

    แต่ไม่ได้หมายความว่า 10%-15% คือเปอร์เซ็นต์ตายตัวเลยทีเดียว จะเจรจาขอขึ้นแบบ Good Jump เลยก็มี จะอยู่ที่ 20%-30% มีองค์ประกอบเป็นสองประเด็น เรื่องแรกคือ “ประสบการณ์” ผ่านงานมานาน แน่นอนทำเยอะย่อมรู้ลึก เข้ามาแล้ว Contribute ได้เลย ไม่ต้องเรียนรู้ใหม่มากมาย และอีกเรื่องคือ “ทักษะเฉพาะทาง”

    แต่เคสแบบนี้เกิดขึ้นยาก และค่อนข้างยากมากถ้าไม่ได้โปรไฟล์สวยหรูมาก หรือมาจากบริษัทใหญ่ชื่อดัง แปลว่าคุณต้องมีทักษะที่ตลาดหรือนายจ้างต้องการมากจริงๆ ณ ขณะนั้นบริษัทอาจจะกำลังขาดบุคลากรเข้ามาทำในตำแหน่งที่คุณทำได้ ถ้าขาดทักษะนี้ไปอาจส่งผลกระทบทำให้ธุรกิจติดตัด ในกรณีแบบนี้คุณก็สามารถต่อรองแบบ Good Jump ได้เหมือนกัน

    วิธีการคิด (เป็นข้อมูลแนะแนว ใช้ได้จริงไหม มากน้อยแค่ไหนแล้วแต่ตัวบุคคล)
    เอาเงินเดือนคุณตอนนี้ x 20%-30% ถ้าสวัสดิการที่ใหม่แย่กว่าหรือไม่ดีเท่าที่เดิมให้ x 5% เข้าไปอีก ถ้าเป็นงาน Contract หรือ Temporary ก็คูณไปอีก 20% และถ้าหากคุณมีใบ Certificate ดังๆ บวกค่าตัวได้เพิ่ม 1,000 – 3,000

    ใบเซอร์ที่ช่วยเรียกค่าตัวได้สูงขึ้น เช่น

    IT: CCIE ,PMP , SAP certified consultant, ITIL, AWS, CRISC
    Account: CFA, CPA
    Engineer: Black Belt

    อย่าเพิ่งลาออกจากงาน! ถ้ายังไม่ได้งานใหม่
    อำนาจในการต่อรองของคุณจะลดลงอย่างน่าใจหาย เพราะนายจ้างโดยทั่วไปให้เครดิตผู้สมัครที่กำลังว่างงานอยู่ ไม่เท่ากับคนที่มีงานทำ ในสายตาของนายจ้างจะคิดว่ามีบางอย่างผิดปกติกับผู้สมัครคนนี้ (ทำไมไม่มีงานทำ) ดังนั้นอย่าเพิ่งลาออกเด็ดขาด

    ถ้ามีโอกาสดีๆ เข้ามา ให้วางท่าใจเย็นแล้ว Act Cool ไว้ก่อน อย่าแสดงอาการกระเหี้ยนกระหือรือ (ถึงแม้ว่าความจริงคุณอยากได้งานใหม่ อย่ากระตือรือร้นมากเกินไป เพราะนายจ้างจะดูออกทันทีว่าคุณอยากเปลี่ยนงานใจจะขาดรอนๆ ถ้าข้อเสนอใหม่ เท่ากับหรือต่ำกว่าเรทที่คุณคาดหวังไว้ ให้ต่อรองว่า คุณอยู่ที่เดิมก็มีโอกาสได้ขึ้นในเรทนั้นเหมือนกัน ถ้าจะต้องเปลี่ยนงานใหม่มันก็เป็นเรื่องปกติที่ผู้สมัครควรจะได้ขึ้น 10%-15% ตามเกณฑ์ทั่วไป แสดงให้เห็นว่ามันคือ Win Win กันทั้งสองฝ่าย ทั้งบริษัททั้งคุณ

    TRANSFERABLE SKILLS
    คือ ทักษะความสามารถที่ถ่ายทอดผ่านงานต่างๆ มาใช้กับงานอาชีพใหม่ได้ คุณต้องอธิบายว่า ทักษะของคุณนั้นสามารถเพิ่ม Positive Impact ในระยะยาวให้กับบริษัทได้อย่างไรบ้าง ถ้าคุณมีโอกาสเข้ามาร่วมทีมด้วย

    ยกตัวอย่าง สมมติว่าคุณเป็น Salesman
    ตัวบริษัทประกอบธุรกิจค้าปลีกแบบดังเดิม อารมณ์ร้านโชห่วย และกำลังมองหา Salesman ที่จะมาเปลี่ยนการค้าแบบดั้งเดิมนี้ไปสู่แบบ Modern Trade ให้ได้ คุณอาจจะแชร์ว่า ตอนที่คุณทำงานให้กับบริษัท ABC คุณประสบความสำเร็จในการขายผลิตภัณฑ์และเจาะเข้าถึงพวก B2C ยักษ์ใหญ่ได้สำเร็จ คุณได้สร้าง Connection ที่ยอดเยี่ยมกับห้างดังมีชื่อเสียง เช่น Lotus, Big C เอาไว้ ถ้าบริษัทต้องการที่จะขยายธุรกิจโมเดล B2B ไป B2C ตัวคุณมีทักษะที่เหมาะสม และสามารถทำให้บริษัทเข้าถึงห้างดังได้ ผลที่ตามมาในระยะยาวก็คือการเพิ่มยอดขายให้กับบริษัทนั่นเอง

    negotiate_guide_to_salary_offer_2_skillzap_20171017_skillsolved_headhunter

    อธิบายเหตุผลที่อยู่เบื้องหลังตัวเลข
    ให้คุณบอกว่าเงินเดือนที่เรียกเพิ่มมามันเป็นเหตุเป็นผลอย่างไร ความรับผิดชอบและความท้าทายที่เพิ่มมากขึ้น คุณต้องเข้ามาสร้างทีมเลยหรือเปล่า (นั่นคือ Start from Zero แปลว่าคุณต้องลงแรง ลงความคิดอย่างหนัก) หรือต้องเข้ามาบริหารคนจำนวนมาก และแชร์แบบเปิดอกแมนๆ ตรงไปตรงมาถึงค่าใช้จ่ายที่คุณต้องมีในชีวิตประกอบด้วย เช่น คุณอาจจะมีภาระเรื่องลูก คุณไม่ได้โลภหรือเรียกเกินไป ทำให้นายจ้างเข้าใจสถานการณ์ของคุณมากขึ้น

    ระหว่างบทสนทนาก็ควรวางตัวให้เหมาะสม น้ำเสียงและสีหน้าสุภาพ ค่อยเป็นค่อยไป และไม่ว่าคุณจะนำ Tip ไหนไปปรับใช้กับตัวเอง สำคัญที่สุด คือ เข้าไปก็ทำงานเต็มความสามารถละกันให้สมน้ำสมเนื้อกับค่าตัว อย่าพรีเซนต์จนเว่อร์ พยายามพูดแบบเนื้อๆ เน้นๆ และตรงประเด็นที่สุด แต่ถ้าอยากมั่นใจกว่าเดิม แนะนำให้คุยกับ Headhunter ก่อน เพราะเรารู้วิธีพูด รู้จักตลาด และรู้วิธีที่จะช่วยดึง ‘ศักยภาพอันน่าทึ่ง’ ที่ซ่อนในตัวคุณออกมาให้ได้

    About The Author

    Penny

    You’ve heard the famous saying, “Choose a job you love, and you will never have to work a day in your life.” But what if you have yet to figure out what it is that makes your heart beat faster ? or, an even more common scenario ? I'm here to suggest how to turn what you love doing into a lucrative career path.

    Facebook comments

    More from SkillSolved